News Logo
หน้าแรก
ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ภายใต้อิทธิพลมืด?

ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ภายใต้อิทธิพลมืด?

26 เม.ย. 2569 18:26
ผู้ชม 1,305 คน

"...ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.เองก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันโดยเฉพาะนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้าองค์การฝ่ายข้าราชการประจำของสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า จะนำองค์กรแห่งนี้ไปในทิศทางใดกันแน่..."

ขณะนี้คนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันพร้อมทั้งจับตามองไปที่องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช. )แล้วตั้งคำถามถึง 2 มาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยไปคนละทิศทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

แต่สำหรับคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล กลับชี้มูลและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาอย่างรวดเร็ว

ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.เองก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันโดยเฉพาะนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้าองค์การฝ่ายข้าราชการประจำของสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า จะนำองค์กรแห่งนี้ไปในทิศทางใดกันแน่ระหว่าง

ทิศทางแรก คือ นำองค์กรสำนักงาน ป.ป.ช.กลับคืนสู่ความน่าเชื่อถือด้วยการกลับไปยึดหลักการถ่วงดุลอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ไม่ถูกครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซงจากกรรมการ ป.ป.ช. บางคน, คณะทำงานหรือบุคคลที่ประธานหรือกรรมการ ป.ป.ช.บางคนดึงเข้ามาช่วยงาน หรือให้เป็นอนุกรรมการไต่สวนคดีสำคัญๆ รวมถึงมีอำนาจในการชี้นำในเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญสำคัญในการไต่สวนคดีหรือตรวจสอบทรัพย์สิน

บุคคลที่เป็นคณะทำงานของประธานหรือกรรมการ ป.ป.ช.นั้นเป็นการว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาได้ตามอัธยาศัยของประธานหรือกรรมการ ป.ป.ช.

ถ้าเลขาธิการ ป.ป.ช. ยึดมั่นในหลักการการทำงานอย่างอิสระในการไต่สวนคดีหรือตรวจสอบทรัพย์สินจะเป็นหลักประกันและรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมในการดำเนินคดีทั้งในส่วนการดำเนินกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง และในส่วนของเนื้อหา ดังที่สำนักงาน ป.ป.ช.ยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ตั้งองค์กรเมื่อครั้งมีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดที่ 1 เป็นต้นมาตามเจตนารมณ์กฎหมายที่จัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ขึ้นให้เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ

แต่สำหรับทิศทางที่สอง ถ้าเลขาธิการ ป.ป.ช.ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม การใช้อำนาจอิทธิพลที่ไม่ถูกต้องในการแทรกแซงคดีของกรรมการ ป.ป.ช. และคณะทำงานกรรมการ ป.ป.ช.บางคน จนเกิดการครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซง การไต่สวนคดีต่างๆเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง หรือเอกชน แล้วหันหลังให้กับหลักการถ่วงดุลภายในระหว่างคณะกรรมการ ป.ป.ช.กับสำนักงาน ป.ป.ช.ที่มีมาแต่เดิมจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับคดีใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ นักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆซึ่งถูกตีตกอย่างเงียบเชียบ ทำให้ข้าราชดาร ป.ป.ช. กลุ่มหนึ่งรักความเป็นธรรม มีความเห็นว่า สำนักงาน ป.ป.ช.กำลังเดินไปในทิศทางที่สองอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้อำนาจมืดในการครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซง ในการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือ เล่นงานทางวินัย ข้าราชการที่ไม่ยอมสยบ มาเป็นเครื่องมือผูกมัดและดูดข้าราชการ ป.ป.ช. บางคนไปเป็นพวก

บุคคลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ มีอยู่ด้วยกัน 3 คน โดยมีนาย ‘ต.1‘ทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.โดยจัดคนลงแต่ละตำแหน่งตั้งแต่ รองเลขาธิการไปจนถึงพนักงานไต่สวนแต่ละสำนัก พร้อมจัดโผแต่งตั้งโยกย้ายระดับ ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกลุ่ม ดูทุกตำแหน่งและเป็นคนประสานงาน ไต่สวนคดีการเมือง คดีสำคัญด้วย

มีนาย อ ทำหน้าที่ดูคดีเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน

และมีนาย ’ต.2’เข้ามาเป็นอนุกรรมการไต่สวนและกลั่นกรองคดีการเมืองและคดีสำคัญ รวมทั้งคนอื่นๆที่ทำแบบเดียวกัน

บุคคลเหล่านี้อ้างว่าสนิทกับบ้านใหญ่บางพรรคบางสีหรือบิ๊กบางคน จนข้าราชการ ป.ป.ช. หรือแม้กระทั่งกรรมการ ป.ป.ช.บางคนแทบไม่กล้ากระดิกตัว

จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเครือข่าย “สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น”หรือไม่

รูปธรรมชัดเจนเกิดขึ้น ในต้นปี 2568 ที่ผ่านมา มีการย้ายข้าราชการระดับบริหารจากภูมิภาค มาคุมงานด้านตรวจสอบทรัย์สิน ต่อมามีการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงาน ป.ป.ช.ใหม่

จนต่อมาประมาณกลางเดือนกันยายน 2568 มีข่าวดังว่านายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการ ป.ป.ช.ลาออกโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่มีข่าวจากภายในว่าลาออกเพราะไม่ยอมเสียหลักการให้ถูกครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซง จากผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่

สุรพงษ์ อินทรถาวร

สุรพงษ์ อินทรถาวร

หลังจากนั้นตั้งแต่นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นต้นมา ก็มีการผลักดันโครงสร้างใหม่ ประกาศใช้ระเบียบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ส่งทีมงานหน้าห้อง กรรมการ ป.ป.ช. บางคนไปเป็นผู้อำนวยการกลุ่มในสำนักต่างๆ เช่น สำนักกฎหมาย สำนักคดี สำนักไต่สวน สำนักสืบสวน เพื่อรอผลักดันข้ามอาวุโสขึ้นเป็น ผู้อำนวยการสำนัก

แล้วปฏิบัติการย้ายข้าราชการระดับสูงระดับรองเลขาธิการ ที่คุมด้านปราบปราม ด้านตรวจสอบทรัพย์สิน ด้านป้องกัน ไปอยู่ภูมิภาค พร้อมกับการใช้กลไกอนุกรรมการเข้ามาปฏิบัติการ

ล่าสุดได้แต่งตั้งให้ผู้ช่วยเลขาธิการขึ้นเป็นรองเลขาธิการ แบบช็อกสายตาข้าราชการ ป.ป.ช. ทั้งสำนักงานฯด้วยการตั้งคนที่อาวุโสเกือบท้ายสุดที่ดูแลงานด้านสำคัญ ซึ่งช่วงเวลาสอดคล้องกับการตีตกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ประหนึ่งว่าจะแสดงให้เห็นถึงอำนาจบารมีของบ้านใหญ่บางพรรคหรือบิ๊กบางคนดังที่ได้แสดงไว้ เพื่อให้คนที่อยากเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามโครงสร้างใหม่รีบเข้าไปยอมจำนน และขณะเดียวกันก็เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูไปในคราวเดียวกัน

สถานการณ์ภายในสำนักงาน ป.ป.ช.ในวันนี้จะกระทบต่อหลักการถ่วงดุลอำนาจภายในและนำไปสู่ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

คำตอบก็ได้ออกมาสู่สายตาของพี่น้องประชาชนแล้ว

ที่สำคัญสองคดีในวันนี้ คือ คดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยไปคนละทิศทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และคดี 44 ส.ส.ก้าวไกลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม จะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งหรือไม่หรือจะมีคดีอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันกับสองคดีนี้อีกมากที่ยังไม่โผล่ขึ้นมาหรืออยู่ระหว่างปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยทุกภาคส่วนหรือ ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.จะปล่อยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.และสำนักงาน ป.ป.ช.เป็นไปตามแนวทางนี้จนกลายเป็นเรื่อง “ปกติใหม่”หรือไม่

ปล่อยให้องค์กรอิสระแห่งนี้ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอิทธิพลมืดต่อไป จนทำลายตัวเองไปในที่สุด

** หมายเหตุ รายงานพิเศษเรื่องนี้ เขียนโดย นายสนามบินน้ำ

อ่าน/ดูเรื่องประกอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกดีลธุรกิจ ใครเปิดประตู ให้ ‘CAI’ เข้ามาถือหุ้นใน BCPG
เจาะลึกดีลธุรกิจ ใครเปิดประตู ให้ ‘CAI’ เข้ามาถือหุ้นใน BCPG