"...ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.เองก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันโดยเฉพาะนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้าองค์การฝ่ายข้าราชการประจำของสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า จะนำองค์กรแห่งนี้ไปในทิศทางใดกันแน่..."
ขณะนี้คนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันพร้อมทั้งจับตามองไปที่องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช. )แล้วตั้งคำถามถึง 2 มาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยไปคนละทิศทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
แต่สำหรับคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล กลับชี้มูลและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาอย่างรวดเร็ว
ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.เองก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันโดยเฉพาะนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหัวหน้าองค์การฝ่ายข้าราชการประจำของสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า จะนำองค์กรแห่งนี้ไปในทิศทางใดกันแน่ระหว่าง
ทิศทางแรก คือ นำองค์กรสำนักงาน ป.ป.ช.กลับคืนสู่ความน่าเชื่อถือด้วยการกลับไปยึดหลักการถ่วงดุลอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ไม่ถูกครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซงจากกรรมการ ป.ป.ช. บางคน, คณะทำงานหรือบุคคลที่ประธานหรือกรรมการ ป.ป.ช.บางคนดึงเข้ามาช่วยงาน หรือให้เป็นอนุกรรมการไต่สวนคดีสำคัญๆ รวมถึงมีอำนาจในการชี้นำในเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญสำคัญในการไต่สวนคดีหรือตรวจสอบทรัพย์สิน
บุคคลที่เป็นคณะทำงานของประธานหรือกรรมการ ป.ป.ช.นั้นเป็นการว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาได้ตามอัธยาศัยของประธานหรือกรรมการ ป.ป.ช.
ถ้าเลขาธิการ ป.ป.ช. ยึดมั่นในหลักการการทำงานอย่างอิสระในการไต่สวนคดีหรือตรวจสอบทรัพย์สินจะเป็นหลักประกันและรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมในการดำเนินคดีทั้งในส่วนการดำเนินกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง และในส่วนของเนื้อหา ดังที่สำนักงาน ป.ป.ช.ยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ตั้งองค์กรเมื่อครั้งมีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดที่ 1 เป็นต้นมาตามเจตนารมณ์กฎหมายที่จัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ขึ้นให้เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ
แต่สำหรับทิศทางที่สอง ถ้าเลขาธิการ ป.ป.ช.ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม การใช้อำนาจอิทธิพลที่ไม่ถูกต้องในการแทรกแซงคดีของกรรมการ ป.ป.ช. และคณะทำงานกรรมการ ป.ป.ช.บางคน จนเกิดการครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซง การไต่สวนคดีต่างๆเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง หรือเอกชน แล้วหันหลังให้กับหลักการถ่วงดุลภายในระหว่างคณะกรรมการ ป.ป.ช.กับสำนักงาน ป.ป.ช.ที่มีมาแต่เดิมจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับคดีใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ นักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆซึ่งถูกตีตกอย่างเงียบเชียบ ทำให้ข้าราชดาร ป.ป.ช. กลุ่มหนึ่งรักความเป็นธรรม มีความเห็นว่า สำนักงาน ป.ป.ช.กำลังเดินไปในทิศทางที่สองอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้อำนาจมืดในการครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซง ในการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือ เล่นงานทางวินัย ข้าราชการที่ไม่ยอมสยบ มาเป็นเครื่องมือผูกมัดและดูดข้าราชการ ป.ป.ช. บางคนไปเป็นพวก
บุคคลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ มีอยู่ด้วยกัน 3 คน โดยมีนาย ‘ต.1‘ทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.โดยจัดคนลงแต่ละตำแหน่งตั้งแต่ รองเลขาธิการไปจนถึงพนักงานไต่สวนแต่ละสำนัก พร้อมจัดโผแต่งตั้งโยกย้ายระดับ ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกลุ่ม ดูทุกตำแหน่งและเป็นคนประสานงาน ไต่สวนคดีการเมือง คดีสำคัญด้วย
มีนาย อ ทำหน้าที่ดูคดีเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน
และมีนาย ’ต.2’เข้ามาเป็นอนุกรรมการไต่สวนและกลั่นกรองคดีการเมืองและคดีสำคัญ รวมทั้งคนอื่นๆที่ทำแบบเดียวกัน
บุคคลเหล่านี้อ้างว่าสนิทกับบ้านใหญ่บางพรรคบางสีหรือบิ๊กบางคน จนข้าราชการ ป.ป.ช. หรือแม้กระทั่งกรรมการ ป.ป.ช.บางคนแทบไม่กล้ากระดิกตัว
จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเครือข่าย “สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น”หรือไม่
รูปธรรมชัดเจนเกิดขึ้น ในต้นปี 2568 ที่ผ่านมา มีการย้ายข้าราชการระดับบริหารจากภูมิภาค มาคุมงานด้านตรวจสอบทรัย์สิน ต่อมามีการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงาน ป.ป.ช.ใหม่
จนต่อมาประมาณกลางเดือนกันยายน 2568 มีข่าวดังว่านายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการ ป.ป.ช.ลาออกโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่มีข่าวจากภายในว่าลาออกเพราะไม่ยอมเสียหลักการให้ถูกครอบงำ ก้าวก่าย และแทรกแซง จากผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่

สุรพงษ์ อินทรถาวร
หลังจากนั้นตั้งแต่นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นต้นมา ก็มีการผลักดันโครงสร้างใหม่ ประกาศใช้ระเบียบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ส่งทีมงานหน้าห้อง กรรมการ ป.ป.ช. บางคนไปเป็นผู้อำนวยการกลุ่มในสำนักต่างๆ เช่น สำนักกฎหมาย สำนักคดี สำนักไต่สวน สำนักสืบสวน เพื่อรอผลักดันข้ามอาวุโสขึ้นเป็น ผู้อำนวยการสำนัก
แล้วปฏิบัติการย้ายข้าราชการระดับสูงระดับรองเลขาธิการ ที่คุมด้านปราบปราม ด้านตรวจสอบทรัพย์สิน ด้านป้องกัน ไปอยู่ภูมิภาค พร้อมกับการใช้กลไกอนุกรรมการเข้ามาปฏิบัติการ
ล่าสุดได้แต่งตั้งให้ผู้ช่วยเลขาธิการขึ้นเป็นรองเลขาธิการ แบบช็อกสายตาข้าราชการ ป.ป.ช. ทั้งสำนักงานฯด้วยการตั้งคนที่อาวุโสเกือบท้ายสุดที่ดูแลงานด้านสำคัญ ซึ่งช่วงเวลาสอดคล้องกับการตีตกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ประหนึ่งว่าจะแสดงให้เห็นถึงอำนาจบารมีของบ้านใหญ่บางพรรคหรือบิ๊กบางคนดังที่ได้แสดงไว้ เพื่อให้คนที่อยากเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามโครงสร้างใหม่รีบเข้าไปยอมจำนน และขณะเดียวกันก็เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูไปในคราวเดียวกัน
สถานการณ์ภายในสำนักงาน ป.ป.ช.ในวันนี้จะกระทบต่อหลักการถ่วงดุลอำนาจภายในและนำไปสู่ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมหรือไม่
คำตอบก็ได้ออกมาสู่สายตาของพี่น้องประชาชนแล้ว
ที่สำคัญสองคดีในวันนี้ คือ คดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยไปคนละทิศทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และคดี 44 ส.ส.ก้าวไกลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม จะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งหรือไม่หรือจะมีคดีอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันกับสองคดีนี้อีกมากที่ยังไม่โผล่ขึ้นมาหรืออยู่ระหว่างปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยทุกภาคส่วนหรือ ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.จะปล่อยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.และสำนักงาน ป.ป.ช.เป็นไปตามแนวทางนี้จนกลายเป็นเรื่อง “ปกติใหม่”หรือไม่
ปล่อยให้องค์กรอิสระแห่งนี้ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอิทธิพลมืดต่อไป จนทำลายตัวเองไปในที่สุด
** หมายเหตุ รายงานพิเศษเรื่องนี้ เขียนโดย นายสนามบินน้ำ
อ่าน/ดูเรื่องประกอบ
หจก.บุรีเจริญฯ‘ศักดิ์สยาม’กวาดงานรัฐหลังพ้นรมต.อีก 46 โครงการ437.5 ล.
ป.ป.ช.สรุปผลสอบเบื้องต้น'ศักดิ์สยาม' ไม่จงใจปกปิดหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ
ย้อนคำวินิจฉัยศาลรธน. 'ศักดิ์สยาม’ เจ้าของตัวจริง หจก.บุรีเจริญฯ
คอนเฟิร์ม!ป.ป.ช.ยกคำร้อง'ศักดิ์สยาม'จงใจปกปิดหุ้นฯ ตั้งแต่ก.ย.68 แล้ว
'ศักดิ์สยาม' รอดคดี 2! ป.ป.ช.ตีตกปมคู่สัญญารับงานคมนาคมพันล้าน
เลขาป.ป.ช.เผยจะทำเอกสารชี้แจง กรณีตีตกคดีอาญา 'ศักดิ์สยาม' รับงานรัฐ
ป.ป.ช.แจงไม่ได้พังทั้งระบบ? ตีตก 'ศักดิ์สยาม'จงใจปกปิดหุ้นสวนศาล รธน.
ป.ป.ช.แจงตีตกคดี'ศักดิ์สยาม' ยื่นบช.ก่อนศาลรธน.วินิจฉัย-ไม่มีมูลงานรัฐ
หลักฐาน 'ศักดิ์สยาม’สั่งคุมโครงการคมนาคม ก่อน ป.ป.ช.ตีตกแทรกแซงงานรัฐ
หลักฐานชิ้น 2 หนังสือ 'ศักดิ์สยาม' ปี 62 สั่งคุุมโครงการระดับ 100 ล.
ท่าที สตง. ตัวละครหลัก ป.ป.ช. อ้างชื่อ (ช่วย) ตีตกคดี 'ศักดิ์สยาม'




