"...ผู้ฟ้องคดีชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่ได้จัดทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวันตามระเบียบของทางราชการนั้น เนื่องจากมีภาระงานประจำที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชอบงานควบคุมและจัดทำแบบก่อสร้างประมาณ 3 - 4 โครงการ และปฏิบัติหน้าที่ด้านช่างเพียงคนเดียว ไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในแต่ละขั้นตอนของงาน ทำให้ต้องดำเนินงานทุกอย่างด้วยตนเอง..."
กรณีสำนักข่าว Next News นำเสนอรายงานเรื่อง บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?เขียนโดย ข้าราชการผลัดถิ่น ซึ่งมีการระบุถึงคดีตัวอย่าง ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดง บ.42/2568 ซึ่งกลายเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยว่า การจะถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐ “ทุจริตต่อหน้าที่” ได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบครบ ไม่ใช่แค่ทำผิดระเบียบหรือทำงานบกพร่องเท่านั้น จุดสำคัญที่สุด คือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้กระทำมี “เจตนาพิเศษ” ที่จะเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองหรือคนอื่น เช่น รับเงิน รับผลตอบแทน หรือสมยอมช่วยผู้รับจ้างโดยตั้งใจ หากไม่มีหลักฐานเรื่องผลประโยชน์หรือเจตนาทุจริต แม้การทำงานจะผิดพลาด ก็อาจเป็นได้แค่ “ผิดวินัย” แต่ไม่ถึงขั้น “ทุจริต”
เพื่อให้สาธารณชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีนี้ มากขึ้น สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดง บ.42/2568 มาเสนอ ณ ที่นี้
@ ข้อมูลที่มาที่ไปคดีความ
กรณีพิพาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ บ.42/2568 คู่กรณี นายอุทุม คนหาญ ขณะดำรงตำแหน่งนายช่างโยธา สังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตศรีสะเกษ ผู้ฟ้องคดี
อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเดิมเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งนายช่างโยธา สังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตศรีสะเกษ
ต่อมา มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหา นาย ส. ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ และพวกรวมทั้งผู้ฟ้องคดี ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ กรณีดำเนินโครงการจ้างปรับปรุงสนามฟุตบอลโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 โครงการ ตามสัญญาเลขที่ 60/2558 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 โดยดำเนินการไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา
กล่าวคือ มีการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 3 ให้แก่กิจการร่วมค้า ช. ผู้รับจ้าง ทั้งที่งานในงวดดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งมีการขยายระยะเวลาการทำงานให้แก่ผู้รับจ้างโดยมิชอบ ส่งผลให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และได้แจ้งคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งแล้วและไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
ภายหลังคณะอนุกรรมการไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่า ผู้ฟ้องคดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่มีมูลความผิด จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ฟ้องคดีทราบ โดยผู้ฟ้องคดีเข้าใจข้อกล่าวหามาโดยตลอดและได้ใช้สิทธิชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว
ต่อมา เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติปรับเปลี่ยนรูปแบบการไต่สวน โดยมอบหมายให้คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว
เมื่อคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้จัดทำรายงานผลการไต่สวนตามรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง คดีหมายเลขดำที่ 35-1-589/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ 899-1-50/2563 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2563 เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยสรุปว่า ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้ควบคุมงาน ไม่ได้จัดทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวันและรายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้างตามหน้าที่
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังได้จัดทำบันทึกข้อความ ที่ พด 165/2558 ลงวันที่ 15 กันยายน 2558 รายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้างว่า งานงวดที่ 3 แล้วเสร็จตามสัญญา ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่างานยังไม่แล้วเสร็จ
คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นจึงเห็นว่า พฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวมีมูลเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) รวมทั้งมีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล จนเป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
@ ป.ป.ช.มติเอกฉันท์ ชี้มูลผู้ถูกกล่าวหา
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง ในการประชุมครั้งที่ 152/2563 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นว่า ผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิดตามที่ถูกกล่าวหา
ภายหลัง สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือที่ ปช 01.01(ศก)/0147 ลงวันที่ 27 มกราคม 2564 แจ้งให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับผู้ฟ้องคดี
อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ จึงเสนอเรื่องต่อสภามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยโดยการไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยคณะกรรมการกลั่นกรองการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
ต่อมา สภามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2564 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบให้ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ
อาศัยมติดังกล่าว อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจึงออกคำสั่งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ลับ ที่ 492/2564 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564
@แนวคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ลับ ที่ 492/2564 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ซึ่งให้ออกจากราชการนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 การกระทำที่จะถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จะต้องมีองค์ประกอบความผิดครบ 3 ประการ ได้แก่
(1) ผู้กระทำต้องเป็นผู้มีหน้าที่ราชการที่ต้องปฏิบัติ
(2) มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยการกระทำหรือละเว้นดังกล่าวต้องเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของตน ซึ่งคำว่า “หน้าที่” หมายถึง หน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ส่วนคำว่า “โดยมิชอบ” หมายถึง การกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ คำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือระเบียบแบบแผนของทางราชการที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย
(3) การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นต้องมีเจตนาเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ ซึ่งถือเป็นเจตนาพิเศษหรือแรงจูงใจสำคัญของผู้กระทำ โดยเจตนาดังกล่าวต้องเป็นเจตนาที่มุ่งประสงค์ต่อผลโดยตรง มิใช่เพียงการย่อมเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำ
ทั้งนี้ คำว่า “ประโยชน์” หมายถึง สิ่งที่ก่อให้เกิดคุณแก่ผู้ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์ในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินก็ได้ ส่วนคำว่า “มิควรได้” หมายถึง การไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะได้รับประโยชน์นั้นตอบแทนจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ เจตนาพิเศษดังกล่าวยังครอบคลุมถึงกรณีที่ผู้กระทำมีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นด้วย
ดังนั้น การจะวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการดังกล่าว จึงจะถือเป็นความผิดฐานนี้ได้
@ ดูที่เจตนาผู้ฟ้องคดีทุจริจแสวงหาประโยชน์หรือไม่
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนายช่างโยธาชำนาญงาน สังกัดสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงานโครงการปรับปรุงสนามฟุตบอลโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ ตามคำสั่งโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ ที่ 001/2558 ลงวันที่ 5 มกราคม 2558
ดังนั้น นอกจากผู้ฟ้องคดีจะมีหน้าที่ตามตำแหน่งนายช่างโยธาชำนาญงานแล้ว ยังมีหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษมอบหมายให้ปฏิบัติในฐานะผู้ควบคุมงานโครงการดังกล่าวด้วย
ด้วยเหตุนี้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า การปฏิบัติหน้าที่ผู้ควบคุมงานไม่ใช่หน้าที่ในตำแหน่งนายช่างโยธาชำนาญงาน และไม่ถือเป็นหน้าที่ราชการของตนนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้
สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ควบคุมงาน ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเลขที่ 60/2558 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558
อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีหมายเลขดำที่ 35-1-589/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ 899-1-50/2563 พบว่า ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้ควบคุมงานไม่ได้จัดทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวันและรายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 73 (3) และ (4) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังได้จัดทำบันทึกข้อความ ที่ พด 165/2558 ลงวันที่ 15 กันยายน 2558 รายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้างว่า งานงวดที่ 3 แล้วเสร็จตามสัญญา ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า งานมุงหลังคา งานติดตั้งดวงโคมไฟส่องสว่างสนามฟุตบอล และงานก่ออิฐฉาบปูนพร้อมติดตั้งวงกบประตูและหน้าต่าง ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4 (ข) ของสัญญาเลขที่ 60/2558 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ อันเป็นการเข้าองค์ประกอบความผิดประการที่สองของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
อย่างไรก็ตาม การจะวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้ฟ้องคดีมีเจตนาที่จะกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่
@ ไม่มีหลักฐานว่าได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการดำเนินการดังกล่าว
ในประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้จัดทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวันและรายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง ผู้ฟ้องคดีได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนายช่างโยธาชำนาญงาน สังกัดสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ และถูกขอตัวจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษให้มาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ควบคุมงานโครงการปรับปรุงสนามฟุตบอลโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ฟ้องคดีชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่ได้จัดทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวันตามระเบียบของทางราชการนั้น เนื่องจากมีภาระงานประจำที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชอบงานควบคุมและจัดทำแบบก่อสร้างประมาณ 3 - 4 โครงการ และปฏิบัติหน้าที่ด้านช่างเพียงคนเดียว ไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในแต่ละขั้นตอนของงาน ทำให้ต้องดำเนินงานทุกอย่างด้วยตนเอง
ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีระบุว่า แม้จะไม่ได้จัดทำบันทึกประจำวันดังกล่าว แต่ยังคงเข้าไปตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานโครงการปรับปรุงสนามฟุตบอลโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าตรวจงานประมาณสัปดาห์ละ 3 วัน
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีจัดทำบันทึกข้อความ ที่ พด 165/2558 ลงวันที่ 15 กันยายน 2558 รายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้างว่า งานงวดที่ 3 แล้วเสร็จตามสัญญา ทั้งที่ยังมีงานบางส่วนดำเนินการไม่แล้วเสร็จนั้น
ผู้ฟ้องคดีได้ชี้แจงว่า การกำหนดระยะเวลาของงานงวดที่ 3 มีความคลาดเคลื่อนและไม่สอดคล้องกับลักษณะของงานก่อสร้างจริง
โดยผู้ฟ้องคดีอธิบายว่า งานระบบไฟฟ้าส่องสว่างสนามฟุตบอลตามปกติควรอยู่ในงวดงานสุดท้าย แต่กลับถูกกำหนดให้อยู่ในงวดงานที่ 3 ขณะที่งานติดตั้งวงกบประตูอลูมิเนียมก็จำเป็นต้องดำเนินการภายหลังงานฉาบปูนแล้วเสร็จและปูนมีความแข็งตัวสมบูรณ์ก่อน จึงจะสามารถติดตั้งได้ตามหลักวิศวกรรมและหลักความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร แต่กลับถูกกำหนดให้อยู่ในงวดงานที่ 3 เช่นเดียวกัน
ผู้ฟ้องคดีให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ตนเป็นผู้จัดทำแบบก่อสร้างและประเมินราคาโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง จึงทราบรายละเอียดและข้อจำกัดทางเทคนิคของงานเป็นอย่างดี อีกทั้งผู้รับจ้างยังได้มีหนังสือขอปรับย้ายเนื้องานบางส่วนของงวดที่ 3 ไปดำเนินการในงวดถัดไปหรือในงวดสุดท้าย เนื่องจากลักษณะงานไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ตามลำดับขั้นตอนที่กำหนดไว้เดิม
ผู้ฟ้องคดีชี้แจงเพิ่มเติมว่า เมื่อได้รับหนังสือขอปรับย้ายเนื้องานของผู้รับจ้างแล้ว ได้นำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้นาง ผ. หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุทราบ
ต่อมาเมื่อนางผุสดีนำเอกสารมาให้ลงลายมือชื่อที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ ผู้ฟ้องคดีได้สอบถามถึงการดำเนินการตามคำขอของผู้รับจ้าง และได้รับแจ้งว่าหน่วยงานได้ดำเนินการตามหนังสือดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
ข้อชี้แจงของผู้ฟ้องคดีในประเด็นนี้สอดคล้องกับคำให้การของกรรมการตรวจรับการจ้างจำนวน 3 ราย ได้แก่ นาย พ. นาย ส. และนางสาว ส. ซึ่งให้ข้อมูลไปในแนวทางเดียวกัน
@ คำชี้แจงผู้ฟ้องคดีมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้
ศาลจึงเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ฟ้องคดีมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีรายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้างว่างานงวดที่ 3 แล้วเสร็จตามสัญญานั้น เป็นผลจากความเข้าใจของผู้ฟ้องคดีว่ามีการยกเนื้องานบางส่วนของงวดที่ 3 ไปดำเนินการในงวดถัดไปแล้ว และผู้ฟ้องคดีเชื่อว่าผู้รับจ้างจะดำเนินงานในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จตามที่กำหนด
นอกจากนี้ จากสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีไม่จัดทำบันทึกการปฏิบัติงานประจำวัน หรือการจัดทำบันทึกข้อความ ที่ พด 165/2558 ลงวันที่ 15 กันยายน 2558 รายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้างนั้น เป็นการกระทำที่มีเจตนาแอบแฝงในลักษณะอื่น หรือมีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้า ช.
รวมทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีได้รับผลประโยชน์ตอบแทน หรือได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการดำเนินการดังกล่าว
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีเจตนากระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
@ การกระทำยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงเห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดียังไม่ครบองค์ประกอบของความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษได้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างงานงวดที่ 3 ให้แก่กิจการร่วมค้า ช. ผู้รับจ้างแล้ว ผู้รับจ้างได้ดำเนินงานตามสัญญาจนแล้วเสร็จครบถ้วน
โดยกิจการร่วมค้า ช. ได้มีหนังสือ ที่ JV-SWTSPT 017/2559 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 ส่งมอบงานงวดที่ 4 และงวดที่ 5 (งวดสุดท้าย) พร้อมขอเบิกเงินค่าจ้างงานงวดที่ 4 จำนวน 1,865,400 บาท และงานงวดที่ 5 จำนวน 1,865,400 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,730,800 บาท
โรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษได้ตรวจรับและยอมรับมอบงานงวดที่ 4 และงวดที่ 5 จากผู้รับจ้างแล้ว แต่เห็นว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดตามสัญญาเป็นเวลา 188 วัน จึงนำค่าจ้างที่ต้องจ่ายมาหักเป็นค่าปรับตามสัญญา จำนวน 1,753,476 บาท และจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือจำนวน 1,977,324 บาท ให้แก่กิจการร่วมค้า ช.
ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีจัดทำบันทึกข้อความ ที่ พด 165/2558 ลงวันที่ 15 กันยายน 2558 รายงานต่อคณะกรรมการตรวจรับการจ้างว่างานงวดที่ 3 แล้วเสร็จตามสัญญานั้น ผู้รับจ้างยังดำเนินงานงวดที่ 4 และงวดที่ 5 ไม่แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ ผู้รับจ้างได้ดำเนินงานส่วนที่คงเหลือของงวดที่ 3 ควบคู่ไปกับงานงวดที่ 4 และงวดที่ 5 ก่อนจะส่งมอบงานทั้งหมดพร้อมกันในวันที่ 29 มีนาคม 2559 ส่งผลให้ผู้รับจ้างต้องถูกปรับตามสัญญาเนื่องจากส่งมอบงานล่าช้าเป็นเวลา 188 วัน
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว จึงรับฟังได้ว่า กิจการร่วมค้า ช. ได้ดำเนินงานส่วนที่เหลือของงวดที่ 3 จนแล้วเสร็จในภายหลัง และโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษได้ตรวจรับงานดังกล่าว รวมทั้งเบิกจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายให้แก่ผู้รับจ้างตามขั้นตอนของทางราชการ
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นพยานสนับสนุนว่า งานที่ยังไม่แล้วเสร็จในงวดที่ 3 ได้รับการดำเนินการจนแล้วเสร็จในเวลาต่อมา และผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบค่าปรับจากการส่งมอบงานล่าช้าตามเงื่อนไขของสัญญา
@ งานไม่เสียหาย ประชาชนได้ใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ ภายหลังจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษได้รับมอบงานโครงการปรับปรุงสนามฟุตบอลจากกิจการร่วมค้า ช. และเปิดใช้งานสนามฟุตบอลดังกล่าวแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์จากการใช้สนามฟุตบอลแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้ง สนามฟุตบอลดังกล่าวยังคงมีสภาพใช้งานได้ดีจนถึงปัจจุบัน สามารถใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมและจัดการแข่งขันกีฬาทั้งในระดับภายในและภายนอกหน่วยงานได้ตามปกติ และยังเคยถูกใช้เป็นสนามแข่งขันฟุตบอลในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 47 อีกด้วย
ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษแต่อย่างใด
ดังนั้น แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบราชการบางประการ แต่การกระทำดังกล่าวยังไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
อย่างไรก็ตาม การกระทำของผู้ฟ้องคดียังคงถือเป็นความผิดวินัย ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล โดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
นอกจากนี้ จากสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำการในลักษณะที่อาจถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกันแล้ว ศาลจึงเห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีไม่เข้าองค์ประกอบความผิดวินัยอย่างร้ายแรงทั้งฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวหา
เมื่อศาลได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด กล่าวคือ ไม่ได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 84 วรรคสาม ไม่ได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 วรรคสอง และไม่ได้กระทำความผิดฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 แล้ว
ศาลเห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงความผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ หน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล โดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
สำหรับความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงนั้น มาตรา 100 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กำหนดโทษทางวินัยไว้เพียง 3 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน แล้วแต่ความเหมาะสมกับลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำ
ดังนั้น การที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติออกคำสั่งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ลับ ที่ 492/2564 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยอาศัยผลการชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นโทษที่ใช้สำหรับความผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น จึงเป็นการกำหนดโทษที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและฐานความผิดที่แท้จริงของผู้ฟ้องคดี
ศาลจึงเห็นว่า การลงโทษไล่ออกจากราชการในกรณีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ คำสั่งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ลับ ที่ 492/2564 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ซึ่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และย่อมมีเหตุให้เพิกถอนได้
///////////
ผลคำพิพากษาคดีนี้ จึงชี้ให้เห็นชัดเจนว่า แม้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิด
แต่ “ศาลปกครองยังคงให้ความเป็นธรรม” โดยการ ชั่งน้ำหนัก พฤติการณ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่อง “เจตนา” และ “ผลกระทบ” “พลาด” ไม่เท่ากับ “ทุจริต”เสมอไป
ศาลแยกแยะได้ ระหว่าง “คนพลาด” กับ “คนทุจริต”
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?




