"...การที่ผู้อำนวยการกองคลังไม่ได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บเงินอย่างเคร่งครัด แต่ใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นครั้งคราว ถือเป็นการขาดความเอาใจใส่ในการควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา การละเลยดังกล่าวเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตสามารถแก้ไขตัวเลขในสำเนาใบเสร็จรับเงินให้ต่ำกว่าจำนวนที่รับจริง และไม่นำส่งเงินครบตามที่จัดเก็บได้ ก่อนนำเงินส่วนต่างไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นเวลานานและมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก..."
หลายคนคิดอาจคิดว่าการได้เลื่อนขั้น สอบแข่งขัน จนได้เป็นข้าราชการระดับหัวหน้า มีอำนาจคุมลูกน้อง ให้คุณให้โทษได้แล้วงานจะสบาย
แต่ความจริงไม่ใช่เพราะ "อำนาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบ" โดยเฉพาะการกำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อเกิดเรื่องทุจริตขึ้นในหน่วยงาน หัวหน้าจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย หากละเลยหน้าที่จนเกิดความเสียหาย อาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและชดใช้ค่าเสียหายได้
บทเรียนข้าราชการไทยประจำสัปดาห์นี้ มีกรณีศึกษาบทเรียน "ผู้อำนวยการ (ผอ.) กองคลัง" รายหนึ่ง ที่ปล่อยปละละเลยงานในหน้าที่ จนทำให้ลูกน้องเห็นช่องโหว่การทำทุจริต ที่แม้ตนเองจะไม่ได้มีส่วนร่วมทุจริตด้วย ก็ต้องมีส่วนรวมชดใช้ความเสียหาย มานำเสนอ
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บหรือรับชำระเงิน เมื่อต้องปิดการรับเงินในแต่ละวัน จะต้องนำเงินที่จัดเก็บได้ พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงินของหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน หน่วยงานคลังหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับเงิน จะต้องตรวจสอบจำนวนเงินที่นำส่ง เปรียบเทียบกับหลักฐานและรายการที่บันทึกไว้ในสมุดเงินสด ว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากถูกต้องแล้วจึงลงนามรับรอง
ระเบียบดังกล่าวยังกำหนดรายละเอียดสำคัญที่ต้องมีในใบเสร็จรับเงิน เช่น วันเดือนปีที่รับเงิน ชื่อผู้ชำระเงิน รายการที่รับชำระ จำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร รวมถึงข้อความรับรองว่าได้รับเงินถูกต้องแล้ว และต้องมีสำเนาใบเสร็จเก็บไว้ในเล่มอย่างน้อย 1 ฉบับ
กล่าวโดยสรุป เจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บเงินมีหน้าที่จัดทำเอกสารและนำส่งเงินให้ครบถ้วน ส่วนผู้อำนวยการกองคลังมีหน้าที่ตรวจสอบว่า จำนวนเงิน สำเนาใบเสร็จ และข้อมูลในสมุดเงินสด ตรงกันและถูกต้องหรือไม่
สุ่มตรวจเป็นบางครั้ง เพียงพอหรือไม่?
กรณีที่มีใบเสร็จจำนวนมาก ผู้อำนวยการกองคลังซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดเก็บรายได้ และตรวจสอบเงินที่เจ้าหน้าที่นำส่งในแต่ละวัน หากเลือกใช้วิธี “สุ่มตรวจ” เป็นบางครั้งเท่านั้น จะถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบอย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่
มีแนวคำวินิจฉัยของศาลเห็นว่า การที่ผู้อำนวยการกองคลังไม่ได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บเงินอย่างเคร่งครัด แต่ใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นครั้งคราว ถือเป็นการขาดความเอาใจใส่ในการควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา
การละเลยดังกล่าวเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตสามารถแก้ไขตัวเลขในสำเนาใบเสร็จรับเงินให้ต่ำกว่าจำนวนที่รับจริง และไม่นำส่งเงินครบตามที่จัดเก็บได้ ก่อนนำเงินส่วนต่างไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นเวลานานและมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก
หากผู้อำนวยการกองคลังตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนและเอกสารต่าง ๆ ตามระเบียบ ย่อมสามารถพบความผิดปกติได้ แต่เมื่อไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
หน่วยงานต้องรับผิดด้วยหรือไม่?
อีกประเด็นหนึ่ง คือ หากหน่วยงานมีบุคลากรไม่เพียงพอ หรือแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมมาปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้การทำงานขาดความรอบคอบและขาดระบบตรวจสอบถ่วงดุลกันเอง เมื่อเกิดการทุจริตขึ้น หน่วยงานจะต้องร่วมรับผิดหรือไม่
แนวคำวินิจฉัยของศาลเห็นว่า หากพิสูจน์ได้ว่าหน่วยงานมีส่วนบกพร่องในการบริหารจัดการบุคลากร หรือมีข้อบกพร่องในการกำกับดูแลจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย หน่วยงานก็ต้องร่วมรับผิดด้วย โดยในคดีตัวอย่างนี้ ศาลกำหนดให้หน่วยงานร่วมรับผิดร้อยละ 50 ของความเสียหายทั้งหมด
การลาพักผ่อน ต้องได้รับอนุมัติก่อนหรือไม่?
ส่วนการลาพักผ่อนจะสมบูรณ์ได้ ต้องมีการยื่นใบลาและได้รับอนุมัติก่อนตามระเบียบที่กำหนด
ส่วนสมุดคุมวันลา ซึ่งบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับวันยื่นลา สถิติการลา จำนวนวันลาคงเหลือ และช่วงเวลาที่ขอลา ไม่ถือเป็นใบลาพักผ่อนตามระเบียบ
ตัวอย่างคดีที่น่าสนใจ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ไปลองดูคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2010/2565 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.194/2569 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ได้วางแนวทางสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของผู้อำนวยการกองคลังและหน่วยงานไว้แบบชัดๆ กัน
คดีนี้ นาง บี. (สงวนชื่อ-นามสกุล) ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลังเทศบาลเมืองราชบุรี เป็นผู้ฟ้องคดี ส่วนเทศบาลเมืองราชบุรีและผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นผู้ถูกฟ้องคดี
เป็นคดีพิพากษาเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย กรณี นาง บี. ถูกคำสั่งเทศบาลเมืองราชบุรี ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงิน 138,805.15 บาท
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางสาว เอ. พนักงานจ้างทั่วไป สังกัดกองคลัง ซึ่งมีหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน รวมทั้งภาษีป้าย ได้แก้ไขตัวเลขในสำเนาใบเสร็จรับเงิน โดยลดจำนวนเงินให้ต่ำกว่าที่รับจริง แล้วนำส่งเงินตามยอดที่แก้ไข
การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องระหว่างปี 2555-2559 ทำให้เกิดความเสียหายจากภาษีโรงเรือนจำนวน 3,139,269 บาท และภาษีป้ายอีก 222,586 บาท
ต่อมา นางสาว เอ. ได้ทำหนังสือรับสารภาพว่า ได้แก้ไขตัวเลขในสำเนาใบเสร็จให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่นำส่งเงินครบจำนวน และนำเงินส่วนต่างไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า นาง บี. ในฐานะผู้อำนวยการกองคลัง มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีและตรวจสอบความถูกต้องของเงินรายได้ของเทศบาล แต่กลับตรวจสอบเพียงการสุ่มตรวจเป็นบางครั้ง ไม่ได้ตรวจสอบตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
หากมีการตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนผู้เสียภาษี ทะเบียนทรัพย์สิน แบบประเมินภาษี ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารนำส่งเงิน เปรียบเทียบกันอย่างครบถ้วน ก็ย่อมสามารถพบความผิดปกติของยอดเงินได้
ศาลจึงเห็นว่า การกระทำของนาง บี. เป็นการขาดความระมัดระวังตามสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้เทศบาลเมืองราชบุรีได้รับความเสียหาย และเข้าข่ายเป็นการกระทำละเมิดต่อหน่วยงาน
ผลคือ นาง บี. ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เทศบาลเมืองราชบุรี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และศาลไม่รับฟังอุทธรณ์ของนาง บี.
แม้ความเสียหายทั้งหมดจะมีมูลค่ากว่า 3.17 ล้านบาท แต่เมื่อหักส่วนความรับผิดของหน่วยงานออกแล้ว และพิจารณาระดับความร้ายแรงของการกระทำ ความเป็นธรรม ระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เทศบาลกำหนดให้นาง บี. รับผิดในสัดส่วนร้อยละ 20 ของความเสียหายที่เหลือ
หลังจากคำนวณตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และหักเงินที่ผู้กระทำทุจริตนำมาคืนแล้ว ศาลเห็นชอบกับการกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 138,805.15 บาท
กรณีนี้จึงนับเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้นาง บี.จะไม่ได้เป็นผู้ยักยอกเงินแม้แต่บาทเดียว แต่ก็ยังต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ละเลยหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล
เพราะ “ตำแหน่งผู้บริหารไม่ได้มีเพียงอำนาจ แต่มีหน้าที่และความรับผิดชอบควบคู่กันไป”
หากละเลยการตรวจสอบหรือกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาตามที่กฎหมายกำหนด จนเกิดการทุจริตและสร้างความเสียหายแก่หน่วยงาน ก็อาจต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง
แม้จะไม่ได้เป็นผู้ทุจริตโดยตรงก็ตาม
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?




