News Logo
หน้าแรก
บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้

บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้

8 ส.ค. 2569 08:44
ผู้ชม 28 คน

"...ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องกับศาลปกครองชั้นต้น จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ 1265/2554 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2554 ที่ลงโทษปลดนางสาว จ. ออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่ง..."

อุทาหรณ์สำคัญสำหรับข้าราชการ ผู้รับผิดชอบเงินกิจกรรมต้องระวัง แม้เงินนั้นจะไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ สำหรับข้าราชการ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะเมื่อได้รับมอบหมายให้ถือเงิน รับเงิน จ่ายเงิน หรือดูแลทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานแล้ว หากเกิดความผิดพลาดหรือมีพฤติการณ์ที่ถูกมองว่าไม่สุจริต ผลที่ตามมาอาจไม่ได้จบเพียงการคืนเงินหรือรับผิดทางแพ่ง แต่อาจกลายเป็น ความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และถึงขั้นถูกปลดออกจากราชการได้

คดีที่นำมาเล่าสู่กันฟังครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเงินที่เป็นปัญหาไม่ได้เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็น เงินรายได้จากการจัดการแข่งขันกอล์ฟในกิจกรรม “วันรพี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

คำถามสำคัญก็คือ

เมื่อเงินมาจากกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นงานราชการโดยตรง หากมีการทุจริตเงินดังกล่าว ข้าราชการจะถูกลงโทษทางวินัยได้หรือไม่?

คดีนี้มีคำตอบที่ข้าราชการควรศึกษาไว้เป็นบทเรียน

@ จุดเริ่มต้นของเรื่อง

ขณะเกิดเหตุ นางสาว จ. ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี 7 สำนักงานประจำศาลจังหวัดภูเก็ต ในปี 2552 มีการจัดการแข่งขันกอล์ฟ “วันรพี” จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานอำนวยการจัดการแข่งขันและประชาสัมพันธ์

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในวันหยุดราชการ และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารายได้สมทบทุนให้แก่มูลนิธิกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน ไม่ใช่ส่วนราชการ

นางสาว จ. ได้รับมอบหมายให้ดูแลเงินรายได้และรายจ่ายจากการแข่งขัน รวมทั้งจัดทำบัญชีเฉพาะของกิจกรรม

ต่อมามีการนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อ กล้องวิดีโอยี่ห้อ Sony รุ่น HDR-CX100 B

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อกล้องที่ซื้อในครั้งแรกมีราคาเพียง 29,990 บาท แต่หนังสือที่เสนอให้ศาลรับบริจาคระบุราคากล้องพร้อมอุปกรณ์เป็น 39,000 บาท

จึงเกิดส่วนต่าง 9,010 บาท

เรื่องนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เงินส่วนต่าง 9,010 บาท ถูกนำไปไหน และผู้ซื้อมีเจตนาทุจริตหรือไม่?

จากข้อสงสัยดังกล่าวจึงมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและสอบสวนทางวินัย และในที่สุดนางสาว จ. ถูกลงโทษ ปลดออกจากราชการ

@ ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นคดีวินัยร้ายแรง?

ฝ่ายราชการเห็นว่า พฤติการณ์ของนางสาว จ. เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากการซื้อกล้องวิดีโอ และเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ

จึงเห็นว่าเข้าข่าย “กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และนำไปสู่โทษ ปลดออกจากราชการ

นางสาว จ. ไม่เห็นด้วย จึงต่อสู้คดีว่า ตนไม่ได้ทุจริต และการจัดกิจกรรมวันรพีดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นการปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ของตน

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

นางสาว จ. จึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

และนี่คือจุดที่เกิดหลักกฎหมายสำคัญหลายเรื่อง

@ประเด็นแรก “แจ้งข้อกล่าวหาไม่ตรงกับคำสั่งลงโทษ” หรือไม่?

นางสาว จ. โต้แย้งว่า คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเรื่อง “การกระทำเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ” โดยตรง

แต่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำเดียวกันทั้งหมด แต่ตลอดกระบวนการสอบสวน นางสาว จ. ทราบอยู่แล้วว่าถูกกล่าวหาว่า “กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ซึ่งตรงกับฐานความผิดที่นำมาใช้ลงโทษในท้ายที่สุด

ดังนั้น ประเด็นนี้จึง ไม่ทำให้การสอบสวนทางวินัยเสียไป

@ประเด็นที่สอง ผู้บังคับบัญชาลงโทษเกินกว่าข้อกล่าวหาหรือไม่?

คณะกรรมการสอบสวนได้กล่าวถึงความผิดหลายมาตรา แต่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเห็นว่าพฤติการณ์สำคัญคือ การกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การปรับบทกฎหมายที่คลาดเคลื่อนของคณะกรรมการสอบสวนไม่ได้ทำให้ผู้บังคับบัญชาหมดอำนาจที่จะปรับใช้กฎหมายให้ถูกต้อง

กล่าวง่าย ๆ คือ คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นได้ แต่ผู้มีอำนาจออกคำสั่งลงโทษไม่จำเป็นต้องผูกพันกับการปรับบทกฎหมายของคณะกรรมการ หากสามารถปรับใช้กฎหมายให้ถูกต้องได้

ดังนั้น ข้อต่อสู้นี้ของนางสาว จ. จึงฟังไม่ขึ้น

@ประเด็นสำคัญมาก: กิจกรรมวันรพีเป็น “งานราชการ” หรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า การแข่งขันกอล์ฟวันรพีครั้งนี้

  • จัดขึ้นในวันหยุดราชการ

  • มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิ

  • มูลนิธิเป็นเอกชน

  • ไม่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตจัดสวัสดิการ

  • ไม่ใช่ภารกิจราชการโดยตรงของศาลจังหวัดภูเก็ต

ดังนั้น การที่นางสาว จ. เข้าไปช่วยดูแลเงินและจัดซื้อกล้อง จึงเป็นการเข้าไปดำเนินการ ในลักษณะส่วนบุคคลหรือการเอื้อเฟื้อ มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ราชการตามตำแหน่งของตน

นี่เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อข้าราชการอย่างมาก

เพราะการเป็น “ข้าราชการ” ไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งที่ทำในชีวิตจะกลายเป็น “การปฏิบัติหน้าที่ราชการ” ไปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่า การกระทำส่วนตัวไม่ได้หมายความว่าไม่อยู่ภายใต้กฎหมายวินัยโดยอัตโนมัติ

เพราะวินัยข้าราชการบางฐานสามารถนำความประพฤติส่วนตัวมาพิจารณาได้ หากการกระทำนั้นร้ายแรงถึงระดับที่กฎหมายกำหนด

@การรับบริจาคเป็น “สิ่งของ” กับการรับบริจาคเป็น “เงิน” ไม่เหมือนกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลพิจารณาคือ การซื้อกล้องแล้วนำไปบริจาคให้ศาล

กรณีนี้เป็นการบริจาค สิ่งของหรือครุภัณฑ์ ไม่ใช่การบริจาคเงินให้ทางราชการโดยตรง

ดังนั้น ศาลเห็นว่าไม่ใช่กรณีที่จะต้องนำหลักเกณฑ์การจัดซื้อด้วยเงินบริจาคมาใช้ในลักษณะเดียวกับการที่ราชการรับเงินบริจาคแล้วนำไปจัดซื้อพัสดุ

ประเด็นนี้จึงเป็นบทเรียนว่า ต้องแยกให้ชัดว่า “เงินบริจาค” กับ “สิ่งของที่นำมาบริจาค” เป็นคนละกรณี

และในการสอบสวนวินัย ผู้ถูกกล่าวหาควรตรวจสอบด้วยว่า กฎหมายหรือระเบียบที่ผู้บังคับบัญชานำมาใช้กับข้อเท็จจริงนั้น ตรงกับลักษณะของเรื่องจริงหรือไม่

@หัวใจของคดี: เงินหายไป 9,010 บาทจริงหรือไม่?

ข้อกล่าวหาสำคัญคือ กล้องราคา 29,990 บาท แต่หนังสือบริจาคระบุ 39,000 บาท ส่วนต่างจึงเท่ากับ 9,010 บาท

ถ้ามองเพียงตัวเลข อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ทันทีว่า “แล้วเงินอีก 9,010 บาทไปไหน?”

แต่ศาลไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวเลข ศาลพิจารณา พฤติการณ์ทั้งหมด และพิจารณาว่านางสาว จ. มีเจตนาทุจริตจริงหรือไม่

นี่คือจุดสำคัญที่สุดของคดี

นางสาว จ. ยืนยันมาตลอดว่า วันที่ไปซื้อกล้องครั้งแรก ยังมีอุปกรณ์เสริมบางรายการที่ต้องซื้อเพิ่มเติม แต่ร้านไม่มีสินค้าในวันนั้น จึงมีการสั่งสินค้าไว้ และจะกลับมารับภายหลัง

เธอมีพยานสำคัญ 2 คน คือ

  1. พนักงานขายของบริษัท Power Buy สาขาภูเก็ต

  2. เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมที่ไปเป็นเพื่อนเลือกซื้อกล้อง

พยานทั้งสองให้ถ้อยคำสอดคล้องกันในสาระสำคัญว่า มีการพูดคุยและสั่งซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมจริง และสินค้าบางรายการยังไม่มีในร้านในวันนั้น

แม้รายละเอียดเรื่องจำนวนวันรอสินค้าอาจแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น 3–4 วัน หรือ 4–5 วัน แต่ศาลเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่ถึงกับทำให้พยานทั้งสองหมดความน่าเชื่อถือ

@ แล้วทำไมศาลไม่เชื่อผู้จัดการร้านมากกว่าพนักงานขาย?

ผู้จัดการบริษัทให้ถ้อยคำว่า เท่าที่ตนทราบ นางสาว จ. ไม่ได้สั่งอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม

แต่ศาลพิจารณาว่า ผู้จัดการไม่ได้เป็นผู้ขายสินค้าให้กับนางสาว จ. ในวันเกิดเหตุ และไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนซื้อกล้อง

ขณะที่พนักงานขายเป็นบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง

ดังนั้น การที่ผู้จัดการไม่ทราบเรื่อง ไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้น

@ การซื้อของเพิ่มภายหลัง ไม่ได้แปลว่าทุจริตเสมอไป

วันที่ 13 สิงหาคม 2552 นางสาว จ. กลับไปที่ร้านและซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมจนยอดรวมครบ 39,000 บาท พร้อมทั้งให้ยกเลิกรายการซื้อขายเดิม และออกหลักฐานการซื้อขายใหม่

หากมองเพียงผิวเผิน อาจสงสัยว่าเป็นการ “แก้เอกสาร” แต่ศาลพิจารณารายละเอียดทั้งหมด

ใบลดหนี้ที่ออกโดยร้านระบุเหตุผลชัดเจนว่า คืนสินค้าเนื่องจากสินค้าผิดข้อตกลงที่กำหนด และเอกสารใหม่ยังสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังใบกำกับภาษีเดิมได้

จึงไม่ใช่การทำลายหลักฐานเพื่อปกปิดความผิด ที่สำคัญ ประธานอำนวยการจัดการแข่งขันให้ถ้อยคำว่า นางสาว จ. ได้แจ้งไว้แล้วว่า

กล้องมีราคาจริง 29,990 บาท และได้รับเงินไป 39,000 บาท จึงต้องไปซื้อของให้ครบตามจำนวนเงิน

ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่นางสาว จ. ไปซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมในภายหลัง

@พฤติการณ์หลังเกิดเหตุ ใช้พิสูจน์ “เจตนา” ได้

เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับคดีวินัย

วันที่ 18 สิงหาคม 2552 นางสาว จ. ทำสรุปรายจ่ายของกิจกรรม โดยระบุ

  • คืนเงินส่วนต่างค่ากล้อง 9,010 บาท

  • ต่อมานำเงิน 9,010 บาทไปจ่ายเป็นค่าอุปกรณ์เสริม

จึงปรากฏเส้นทางของเงินส่วนต่างอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีรายจ่ายอื่นอีกหลายรายการที่ไม่มีใบเสร็จ เช่น ค่าเสื้อกอล์ฟ 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ช่วยงาน 5,000 บาท

ศาลจึงตั้งข้อสังเกตในเชิงเหตุผลว่า หากนางสาว จ. มีเจตนาจะทุจริตเงินจริง เหตุใดจึงเลือกเบียดบังเงินเพียง 9,010 บาท ทั้งที่มีรายจ่ายรายการอื่นที่ไม่มีหลักฐานและมีจำนวนเงินมากกว่านี้ให้สามารถเบียดบังได้ง่ายกว่า

ศาลจึงนำพฤติการณ์อื่นมาประกอบการพิจารณาเจตนา และเชื่อว่าไม่ได้มีเจตนาทุจริต

@หัวใจที่สุดของคดี: “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ต้องร้ายแรงระดับไหน?

แม้ศาลจะรับฟังว่า การกระทำของข้าราชการอาจเกี่ยวข้องกับความประพฤติส่วนตัว และอาจนำมาพิจารณาทางวินัยได้

แต่คำถามสำคัญคือ ทุกการกระทำที่ดูไม่เหมาะสม จะถือเป็น “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” และปลดออกจากราชการได้หรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดตอบว่า ไม่ใช่ทุกกรณี มาตรา 98 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 บัญญัติถึงกรณีความผิดอาญาที่ได้รับโทษจำคุกหรือหนักกว่าจำคุก และต่อด้วยคำว่า “หรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง”

ปัญหาคือ กฎหมายไม่ได้ให้นิยามไว้อย่างละเอียดว่า “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ต้องมีลักษณะอย่างไร

หลัก Ejusdem Generis เป็นหลักการตีความกฎหมายที่มีความหมายโดยง่ายว่า คำทั่วไปที่อยู่ต่อท้ายคำเฉพาะ ต้องตีความให้มีความหมายไปในแนวเดียวกับคำเฉพาะที่อยู่ข้างหน้า

พูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายคือ ถ้ากฎหมายพูดถึงพฤติการณ์ที่ร้ายแรงหลายอย่าง แล้วปิดท้ายด้วยคำกว้าง ๆ เช่น “หรือการกระทำอื่นใด...” ก็ไม่ควรตีความคำว่า “อื่นใด” ให้กว้างจนหมายถึงทุกเรื่องต้องดูว่า “อื่นใด” นั้นมีลักษณะร้ายแรงในระดับเดียวกันกับสิ่งที่กฎหมายระบุไว้ก่อนหน้าหรือไม่

ในคดีนี้ ศาลจึงเห็นว่า การจะถือว่าเป็น “ผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ต้องเป็นการกระทำที่มีน้ำหนักแห่งพฤติการณ์ในระดับที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับการกระทำความผิดอาญาที่ถึงขั้นได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกตามบทบัญญัติที่นำมาเทียบเคียง

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าการกระทำผิดทุกเรื่อง หรือความไม่เหมาะสมทุกอย่าง จะถูกยกระดับเป็น “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ได้

เพราะกฎหมายวินัยที่กำหนดโทษร้ายแรงมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและอนาคตของข้าราชการการปลดออกจากราชการไม่ได้หมายถึงแค่การเสียตำแหน่ง

แต่กระทบต่อ

  • สถานะข้าราชการ

  • สิทธิประโยชน์

  • ความก้าวหน้าในอาชีพ

  • ชื่อเสียง

  • เกียรติยศ

  • และสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการรับราชการ

ดังนั้น เมื่อกฎหมายใช้ถ้อยคำกว้าง เช่น “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” การตีความต้องระมัดระวัง ไม่สามารถตีความให้ครอบคลุมทุกพฤติการณ์ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่เหมาะสมได้

@ผลสุดท้ายของคดี

ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องกับศาลปกครองชั้นต้น จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ 1265/2554 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2554 ที่ลงโทษปลดนางสาว จ. ออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่ง

นอกจากนี้ ศาลมีข้อสังเกตให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการให้นางสาว จ. กลับเข้ารับราชการภายใน 60 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนสิทธิที่พึงมีพึงได้ในระหว่างถูกปลดออกจากราชการตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด

@บทเรียนใหญ่สำหรับข้าราชการทุกคน

คดีนี้มีบทเรียนที่น่าสนใจมากกว่าเรื่อง “กล้องราคา 39,000 บาท”

บทเรียนที่ 1

ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ต้องสู้ที่ “เจตนา” ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลข การมีเงินส่วนต่างหรือเอกสารไม่ตรงกัน อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้แต่การจะลงโทษทางวินัยร้ายแรง ต้องพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาทุจริตจริงหรือไม่ จึงต้องนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกัน

บทเรียนที่ 2

พยานที่อยู่ในเหตุการณ์มีความสำคัญมาก พยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรงอาจมีน้ำหนักมากกว่าพยานที่เพียงรับรู้จากเอกสารหรือคำบอกเล่า ผู้ถูกกล่าวหาจึงควรค้นหาพยานที่

  • อยู่ในเหตุการณ์

  • เห็นการกระทำ

  • ได้ยินการพูดคุย

  • ติดต่อกับคู่กรณี

  • หรือสามารถอธิบายพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาได้โดยตรง

บทเรียนที่ 3

อย่าทิ้งพฤติการณ์หลังเกิดเหตุ การกระทำหลังเกิดเหตุสามารถนำมาใช้พิสูจน์เจตนาได้

เช่น

  • มีการคืนเงินหรือไม่

  • มีการนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่

  • มีการแก้ไขเอกสารอย่างเปิดเผยหรือปกปิด

  • มีการรายงานผู้บังคับบัญชาหรือไม่

  • มีการจัดทำบัญชีหรือไม่

  • มีการติดตามสินค้าและเงินอย่างไร

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการแสดงว่า มีหรือไม่มีเจตนาทุจริต

บทเรียนที่ 4

“ทำไม่ถูกระเบียบ” กับ “ทุจริต” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานอาจเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การจะกล่าวหาว่าเป็นการทุจริตหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ต้องมีพยานหลักฐานรองรับถึงระดับที่กฎหมายกำหนด

จึงไม่ควรสรุปว่า “เอกสารผิด = ทุจริต” หรือ “ปฏิบัติไม่ถูกระเบียบ = ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” โดยอัตโนมัติต้องแยกองค์ประกอบของความผิดแต่ละฐานออกจากกัน

@บทเรียนสำหรับการ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษ”

สำหรับข้าราชการที่ถูกลงโทษทางวินัย คดีนี้ให้แนวทางในการตรวจสอบคำสั่งลงโทษอย่างน้อย 6 เรื่อง

1. ตรวจข้อกล่าวหา ถามว่า ข้อกล่าวหาที่แจ้งกับเราตรงกับสิ่งที่นำมาใช้ลงโทษหรือไม่? ผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสชี้แจงและเสนอพยานหลักฐานครบถ้วนหรือไม่?

2. ตรวจฐานกฎหมาย ถามว่า กฎหมายที่นำมาใช้ลงโทษตรงกับสถานะและช่วงเวลาที่เกิดเหตุหรือไม่? และบทบัญญัตินั้นมีองค์ประกอบความผิดอย่างไร?

3. ตรวจพยานหลักฐาน อย่าดูเพียงว่าฝ่ายราชการมีพยานหรือไม่ แต่ต้องดูว่า พยานนั้นรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงหรือไม่? มีความขัดแย้งในคำให้การหรือไม่? มีเหตุจูงใจให้เข้าข้างฝ่ายใดหรือไม่?

4. ตรวจ “เจตนา” หากเป็นข้อกล่าวหาทุจริต ต้องถามว่า มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาตั้งใจเอาประโยชน์โดยมิชอบ? เพราะข้อผิดพลาดกับเจตนาทุจริตไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

5. ตรวจความร้ายแรงของพฤติการณ์ โดยเฉพาะหากถูกกล่าวหาว่า “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ต้องตรวจว่า พฤติการณ์นั้นร้ายแรงถึงระดับที่กฎหมายกำหนดจริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียง “ไม่เหมาะสม” หรือ “ผิดระเบียบ” แล้วจะกลายเป็นความผิดวินัยร้ายแรงทันที

6. ตรวจความเหมาะสมของโทษ แม้จะมีความผิดจริง ก็ยังต้องพิจารณาว่า ความผิดนั้นถึงขั้นต้องปลดออกหรือไล่ออกหรือไม่? การลงโทษทางวินัยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักความเหมาะสมแก่พฤติการณ์

คดีนี้ไม่ได้หมายความว่า “ทำผิดเรื่องส่วนตัวแล้วไม่เป็นวินัย” และไม่ได้หมายความว่า “ข้าราชการจะทำอะไรก็ได้ในเวลาส่วนตัว”

แต่หลักสำคัญคือ การลงโทษทางวินัยต้องมีฐานกฎหมาย มีข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ และต้องพิสูจน์ให้ถึงองค์ประกอบของความผิดที่นำมาใช้ลงโทษ

โดยเฉพาะความผิดที่มีผลถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออก ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดผลสอบ สตง.สั่งเบรกถนนนวัตกรรม 4 อปท.ชายแดนใต้ สกัดงบสูญ 21.22 ล.
เปิดผลสอบ สตง.สั่งเบรกถนนนวัตกรรม 4 อปท.ชายแดนใต้ สกัดงบสูญ 21.22 ล.