"...คดีนี้ สะท้อนให้เห็นความสำคัญของระบบควบคุมเงินภายในหน่วยงาน โดยเฉพาะกระบวนการออกเช็ค การตรวจสอบลายมือชื่อ การกระทบยอดบัญชี และระบบแจ้งเตือนธุรกรรมผิดปกติ เพราะข้อมูลคดีนี้แสดงให้เห็นว่า ธนาคารเป็นจุดหนึ่งที่ตรวจพบและแจ้งความผิดปกติกลับมายังหน่วยงาน จนนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง..."
จากเงินในบัญชี กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ กว่า 3.6 ล้านบาท สู่การเบิกถอนผ่าน “เช็ค” ก่อนเงินถูกโอนเข้า บัญชีส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานการเงินและบัญชี
นี่คือพฤติการณ์สำคัญที่ปรากฏในผลการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีกล่าวหา นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด จังหวัดกระบี่ กรมการพัฒนาชุมชน
เป็นอีกหนึ่งคดีที่สนใจ ในการถอดรหัสพฤติการณ์ทุจริตของ นักวิชาการเงินและบัญชี รายนี้
โดยเฉพาะ “วิธีการ” โยกเงินจำนวนหลายล้าน เข้าสู่บัญชีตัวเอง
เพราะจากข้อมูลที่ ป.ป.ช. เปิดเผย ไม่ได้มีเพียงการเบิกเงินออกจากบัญชีกองทุนเพียงครั้งเดียว แต่แบ่งเป็น 2 คดี รวมการเบิกถอน 7 ครั้ง เงินรวม 3,647,610 บาท โดยมีพฤติการณ์สำคัญคือ การปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็ค ก่อนนำเช็คไปใช้เบิกถอนเงิน และเงินถูกโอนเข้าสู่บัญชีของผู้ถูกกล่าวหาเอง

ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตนักวิชาการ โกงกองทุนสตรีฯกระบี่ เบิก 3.6 ล.เข้าตัวเอง
จุดเริ่มต้น : เจ้าหน้าที่การเงิน กับ “เช็คกองทุน”
ตำแหน่งของนางสาวสุภัคสาในขณะเกิดเหตุ คือ นักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด จังหวัดกระบี่ กรมการพัฒนาชุมชน
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ตามที่ ป.ป.ช. เปิดเผย คดีนี้สามารถแยกเส้นทางการนำเงินออกจากบัญชีกองทุนได้เป็น 2 ชุดใหญ่
ชุดแรก เงิน 1,100,000 บาท
ชุดที่สอง เงิน 2,547,610 บาท
รวมทั้งสิ้น 3,647,610 บาท
คดีแรก : เช็คใบเดียว 1.1 ล้านบาท
เหตุการณ์ในคดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566
ตามผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. นางสาวสุภัคสานำเช็คธนาคารออมสิน สาขากระบี่ ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนเงิน 1,100,000 บาท ไปดำเนินการกับธนาคาร
แต่จุดสำคัญอยู่ที่ลายมือชื่อบนเช็ค
ป.ป.ช. ระบุว่า มีการ ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่าย 2 คน ลงบนเช็คดังกล่าว ก่อนนำไปยื่นต่อธนาคารเพื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่
จากนั้นธนาคารได้ดำเนินการเบิกจ่าย และเงินจำนวน 1.1 ล้านบาท ถูกโอนไปยังบัญชีของนางสาวสุภัคสา
ธนาคารพบความผิดปกติ ก่อนเรื่องแดง
นี่คือเส้นทางเงินในคดีแรกตามข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. เปิดเผย
แต่อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การตรวจพบเหตุไม่ได้เริ่มจากการตรวจสอบภายในเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลของ ป.ป.ช. ระบุว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ได้รับแจ้งความผิดปกติจากธนาคาร จึงตรวจสอบข้อเท็จจริง
เมื่อมีการสอบถามผู้ถูกกล่าวหา ป.ป.ช. ระบุว่า นางสาวสุภัคสายอมรับว่ามีการปลอมลายมือชื่อจริง และมีการบันทึกคำรับสารภาพไว้เป็นหลักฐาน
แต่เมื่อขยายผลการตรวจสอบ เรื่องไม่ได้จบอยู่ที่เงิน 1.1 ล้านบาท
เพราะยังพบเงินอีกก้อนหนึ่ง
และครั้งนี้ไม่ใช่การเบิกเพียงครั้งเดียว
คดีสอง : 21 วัน เบิกอีก 6 ครั้ง 2.54 ล้านบาท
ผลการไต่สวนในคดีที่สองพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1–21 กุมภาพันธ์ 2566 มีการใช้วิธีในลักษณะเดียวกันอีก
คือ ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็คของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่
แต่ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระบี่
มีการเบิกถอนเงินทั้งหมด 6 ครั้ง
ยอดรวม 2,547,610 บาท
และเงินทั้งหมดถูกโอนไปยังบัญชีของนางสาวสุภัคสาเช่นเดียวกัน
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,647,610 บาท ซึ่งส่งผลทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
หากนำพฤติการณ์ทั้ง 2 คดีมารวมกัน ถอดกระบวนการให้เห็นภาพง่าย ๆ สามารถแสดงด้วยภาพดังนี้

อินโฟฯ ถอดรหัสโกงเงินหลวง
จุดสังเกต : รูปแบบเดียวกัน แต่ใช้ 2 ธนาคาร
เมื่อพิจารณาข้อมูลที่ ป.ป.ช. เปิดเผย จะเห็นองค์ประกอบที่น่าสนใจอีกประการ
เงินกองทุนที่ถูกนำออกไปเกี่ยวข้องกับ 2 ธนาคาร
คดีแรกเป็น ธนาคารออมสิน สาขากระบี่
คดีที่สองเป็น ธนาคารกรุงไทย สาขากระบี่
แต่ปลายทางตามผลการไต่สวนเหมือนกัน คือ เงินถูกโอนเข้าสู่บัญชีของผู้ถูกกล่าวหา
และทั้งสองกรณีมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน คือ การปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็ค
เหตุผลที่ปรากฏในสำนวน : นำเงินไปใช้หนี้
สำหรับเหตุผลในการกระทำ ป.ป.ช. ระบุในรายละเอียดคดีที่สองว่า หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยแจ้งเหตุผิดปกติไปยังสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ และมีการตรวจสอบจนพบว่าเงินถูกโอนไปยังบัญชีของนางสาวสุภัคสา ผู้ถูกกล่าวหาได้ยอมรับความผิด โดยให้การว่า กระทำไปเพื่อชดใช้หนี้สิน
นี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญของคดี
จากเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กลับถูกกล่าวหาว่าถูกนำออกผ่านเช็คที่มีการปลอมลายมือชื่อ และไหลเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี
ป.ป.ช. ชี้มูลหลายฐานความผิด
หลังพิจารณาพยานหลักฐาน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา โดยระบุบทกฎหมายหลายมาตรา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 161, 264, 266 (4) และ 268 ประกอบมาตรา 91 รวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ป.ป.ช. และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนทางวินัยนั้น กรมการพัฒนาชุมชนได้มีคำสั่ง ไล่นางสาวสุภัคสาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2566 แล้ว จึงไม่มีเหตุให้ส่งเรื่องกลับไปดำเนินการทางวินัยซ้ำอีก
ส่วนคดีอาญา สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยัง สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป
อย่างไรก็ดี มติชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิต่อสู้คดีและถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามกระบวนการกฎหมาย
แต่ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาเป็นอย่างไรคดีนี้ สะท้อนให้เห็นความสำคัญของระบบควบคุมเงินภายในหน่วยงาน โดยเฉพาะกระบวนการออกเช็ค การตรวจสอบลายมือชื่อ การกระทบยอดบัญชี และระบบแจ้งเตือนธุรกรรมผิดปกติ เพราะข้อมูลคดีนี้แสดงให้เห็นว่า ธนาคารเป็นจุดหนึ่งที่ตรวจพบและแจ้งความผิดปกติกลับมายังหน่วยงาน จนนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง
อ่านข่าวในหมวดเดียวกัน
ถอดรหัสโกง : พฤติการณ์อดีตปลัดทต.จัตุรัส คดีซอยงานถนนเอื้อเอกชน




