News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย (27) หักโบนัส 10% จัดงานปีใหม่ ระวังถูกไล่ออก

บทเรียนข้าราชการไทย (27) หักโบนัส 10% จัดงานปีใหม่ ระวังถูกไล่ออก

10 ต.ค. 2569 09:36
ผู้ชม 61 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า พฤติการณ์ยังไม่อาจรับฟังได้ว่านาง น. กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ทั้งยังไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง เพราะเงินที่ถูกหักเป็นเงินโบนัสที่พนักงานมีสิทธิได้รับ ไม่ใช่การนำเงินงบประมาณแผ่นดินออกไปใช้จัดงานเลี้ยงโดยตรง..."

กรณีการหักเงินโบนัสของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ แม้จะเป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานอาจมองว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือเป็นการตกลงร่วมกันของบุคลากร แต่หากดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ก็อาจนำไปสู่การร้องเรียน ตรวจสอบ และดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัยได้

ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลกาเยาะมาตี (อบต.กาเยาะมาตี) จังหวัดนราธิวาส เมื่อมีการหักเงินโบนัสประจำปีของพนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างคนละ 10% เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานเลี้ยงปีใหม่

เรื่องดังกล่าวเริ่มต้นจากการประชุมพนักงานที่มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้หักเงินโบนัส แต่ภายหลังกลับมีพนักงานบางส่วนไม่พอใจและร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ผลการตรวจสอบนำไปสู่การชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะนาง น. ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ

อย่างไรก็ตาม คดีไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะนาง น. ได้ต่อสู้คดีต่อศาลปกครอง กระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการ

เหตุใดคดีเดียวกันจึงมีคำพิพากษาทางอาญาว่ามีความผิด แต่การลงโทษไล่ออกจากราชการกลับไม่ชอบด้วยกฎหมาย?

นี่คือประเด็นสำคัญของบทเรียนข้าราชการไทย ในตอนนี้

จุดเริ่มต้น ลงมติหักโบนัส 10% จัดงานปีใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 อบต.กาเยาะมาตี ได้จัดประชุมพนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างประจำเดือน ครั้งที่ 11/2554

ที่ประชุมมีการหารือเรื่องการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2554 และมีมติเอกฉันท์ให้หักเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2554 ของพนักงานทุกคนในอัตรา 10% เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานเลี้ยงและซื้อของรางวัล

ในการประชุมดังกล่าว นาง น. หัวหน้าส่วนการคลัง ได้ชี้แจงเกี่ยวกับระเบียบการเงิน พร้อมขอให้แจ้งพนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส แต่ย้ายออกจากหน่วยงานไปแล้ว รวมถึงผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม หากไม่เห็นด้วยให้ทักท้วงภายใน 15 วัน

ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดทักท้วงภายในระยะเวลาที่กำหนด

ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2554 มีการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ขึ้นจริงที่แพบางนรา จังหวัดนราธิวาส มีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 30 คน

ค่าใช้จ่ายที่มีหลักฐานประกอบ ได้แก่ ค่าบริการล่องแพ 5,500 บาท และค่าอาหารและเครื่องดื่ม 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 17,500 บาท

นอกจากนี้ ยังมีการซื้อของรางวัลจับฉลาก เช่น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า และของรางวัลอื่น ๆ แต่ไม่ได้เก็บรักษาหลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้

ที่น่าสนใจคือ การจัดงานเลี้ยงปีใหม่เกิดขึ้นก่อนที่พนักงานจะได้รับเงินโบนัสจริง โดยรองปลัด อบต.กาเยาะมาตี ซึ่งรักษาราชการแทนปลัด อบต. เป็นผู้ทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายไปก่อน

จากนั้นจึงมีการหักเงินโบนัสภายหลังเพื่อนำไปชดใช้เงินที่ทดรองจ่าย

หักเงินจริง 24 ราย รวมกว่า 5.3 หมื่นบาท

ภายหลังคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนราธิวาส (ก.อบต.จังหวัดนราธิวาส) เห็นชอบผลการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการ ทำให้พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างของ อบต.กาเยาะมาตี มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2554 ไม่เกิน 3 เท่าของอัตราเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทน

วันที่ 29 ธันวาคม 2554 นายก อบต.กาเยาะมาตี มีคำสั่งที่ 309/2554 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินโบนัส

ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2555 มีคำสั่งที่ 4/2555 ให้จ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

วงเงินโบนัสที่มีการวางฎีกาเบิกจ่ายรวมทั้งสิ้น 536,944.02 บาท

แต่ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีพนักงาน มีการหักเงินโบนัสคนละ 10% จากพนักงานจำนวน 24 ราย รวมเป็นเงิน 53,694.40 บาท

เงินส่วนที่ถูกหักถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรของรองปลัด อบต. ซึ่งรักษาราชการแทนปลัด อบต. ในขณะนั้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานปีใหม่ตามที่ตกลงกันไว้

ส่วนเงินโบนัสที่เหลือจึงโอนให้พนักงานตามสิทธิ

การดำเนินการดังกล่าวมีการจัดทำเอกสารและเสนอหนังสือผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับ ตั้งแต่หัวหน้าส่วนการคลัง ปลัด อบต. และนายก อบต.

อย่างไรก็ตาม ภายหลังพนักงานบางรายไม่พอใจและโต้แย้งการหักเงินโบนัส โดยเห็นว่าตนไม่ได้สมัครใจยินยอมให้หักเงิน

เรื่องจึงกลายเป็นข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด หัวหน้าคลังถูกไล่ออกจากราชการ

หลังรับเรื่องร้องเรียน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีมติชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย

สำหรับนาง น. หัวหน้าส่วนการคลัง ถูกชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในหลายฐานความผิด ได้แก่ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ การจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการจนเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง และการไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ

นายก อบต.กาเยาะมาตี พิจารณาแล้วเห็นสมควรลงโทษไล่นาง น. ออกจากราชการ และเสนอเรื่องให้ ก.อบต.จังหวัดนราธิวาส พิจารณาให้ความเห็นชอบ

ต่อมา ก.อบต.จังหวัดนราธิวาส มีมติเห็นชอบให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ

นายก อบต.กาเยาะมาตี จึงออกคำสั่งที่ 236/2560 ลงวันที่ 22 กันยายน 2560 ไล่นาง น. ออกจากราชการ

นาง น. ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.อบต.จังหวัดนราธิวาส แต่ที่ประชุมครั้งที่ 8/2561 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2561 มีมติยืนตามคำสั่งไล่ออก

นาง น. จึงนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ

คดีอาญาศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา

ขณะเดียวกัน ในส่วนของคดีอาญา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ได้มีคำพิพากษาว่า นาง น. หัวหน้าส่วนการคลัง นายก อบต. และผู้รักษาราชการแทนปลัด อบต. มีความผิดตามกฎหมาย

โดยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83

ส่วนจำเลยที่เป็นนายก อบต. และผู้รักษาราชการแทนปลัด อบต. ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ด้วย

ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท

แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี

คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิด ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งไล่ออกจากราชการสิ้นสุดลง เพราะการดำเนินคดีอาญาและการพิจารณาความผิดทางวินัยเป็นคนละกระบวนการ

ศาลปกครองชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไล่ออก- ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์

หลังจากนาง น. ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองชั้นต้นได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายก อบต.กาเยาะมาตี ที่ลงโทษไล่นาง น. ออกจากราชการ รวมถึงคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.อบต.จังหวัดนราธิวาส

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

ประเด็นสำคัญที่ศาลปกครองสูงสุดต้องวินิจฉัยคือ

การที่หัวหน้าส่วนการคลังหักเงินโบนัส 10% ของพนักงานเพื่อนำไปจัดงานเลี้ยงปีใหม่ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการจนเข้าข่ายความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดชี้ งานปีใหม่เป็นกิจกรรมส่วนรวม ไม่ใช่ภารกิจราชการ

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การเบิกจ่ายเงินโบนัสประจำปีแก่พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของหัวหน้าส่วนการคลัง แต่การหักเงินโบนัส 10% เพื่อนำไปจัดงานปีใหม่มีลักษณะแตกต่างออกไป

เนื่องจากการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ไม่ใช่ภารกิจหรือหน้าที่ราชการของ อบต.กาเยาะมาตี แต่เป็นกิจกรรมของบุคลากรในองค์กรเพื่อความรื่นเริงบันเทิงตามเทศกาล

การหักเงินโบนัสจึงมีลักษณะเป็นการรวบรวมเงินจากสมาชิกในองค์กรเพื่อนำมาใช้จ่ายในกิจกรรมที่ตกลงร่วมกัน มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยตรงในส่วนของการจัดกิจกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งมีการสอบปากคำพยานบุคคล 19 ปาก

ปรากฏว่าพยานส่วนใหญ่จำนวน 13 ปาก ให้การสอดคล้องกันว่า มีการประชุมและลงมติให้หักเงินโบนัส 10% เพื่อนำไปจัดงานปีใหม่จริง

รวมทั้งมีการจัดงานเลี้ยงจริง มีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 30 คน และมีหลักฐานค่าใช้จ่ายบางส่วนประกอบ

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ศาลรับฟังได้ว่า การจัดงานเลี้ยงปีใหม่ไม่ได้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่ออ้างนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

เหตุผลสำคัญ ศาลชี้หัวหน้าคลังอาจเข้าใจระเบียบการเงินคลาดเคลื่อน

อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลปกครองสูงสุดให้ความสำคัญ คือ เจตนาของนาง น. ในการดำเนินการหักเงินโบนัส

ศาลพิจารณาว่า การหักเงินดังกล่าวเกิดขึ้นจากมติที่ประชุมพนักงาน และมีการดำเนินการผ่านเอกสารการเบิกจ่ายเงินอย่างเปิดเผย

โดยมีการแสดงรายการหักเงินโบนัสไว้ในเอกสารหน้าฎีกาอย่างชัดเจน

ศาลเห็นว่าพฤติการณ์เช่นนี้ผิดปกติวิสัยของผู้ที่คิดจะกระทำการทุจริต เพราะหากมีเจตนาทุจริต ย่อมไม่น่าจะดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานการหักเงินอย่างเปิดเผยเช่นนั้น

ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ไม่ได้มีข้อกำหนดห้ามการหักเงินในลักษณะดังกล่าวไว้อย่างชัดแจ้ง

ขณะเดียวกัน หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0808.4/ว 1088 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2548 ได้กำหนดแนวทางการจ่ายเงินผ่านธนาคาร โดยมีกรณีการหักเงินตามกฎหมาย เช่น ภาษีเงินได้ และการหักเงินบางประเภทที่ผู้มีสิทธิทำหนังสือยินยอมให้หักได้ เช่น เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือกองทุนสวัสดิการ

ศาลจึงเห็นว่า นาง น. อาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามติที่ประชุมสามารถใช้เป็นเหตุให้หักเงินโบนัสได้

แต่การเข้าใจเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าการหักเงินมีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับ

ศาลวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของนาง น. เป็นการดำเนินการโดยไม่มีกฎหมายหรือกฎให้อำนาจไว้ ด้วยความเข้าใจผิดว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ

ที่สำคัญ สำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านาง น. มีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น

แม้ศาลอาญาลงโทษ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องถูกไล่ออกเสมอไป

ศาลปกครองสูงสุดยังพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีอาญาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พิพากษาว่านาง น. มีความผิดตามฟ้องด้วย

โดยศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ในคดีอาญาดังกล่าว ศาลไม่ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นว่านาง น. กระทำการทุจริตอย่างไร แต่ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจากการที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำการหักเงินโบนัสจริง

ประกอบกับการดำเนินคดีอาญาและการดำเนินการทางวินัยเป็นกระบวนการที่แยกจากกัน

ดังนั้น แม้คดีอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

ในกรณีนี้ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า พฤติการณ์ยังไม่อาจรับฟังได้ว่านาง น. กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

ทั้งยังไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง เพราะเงินที่ถูกหักเป็นเงินโบนัสที่พนักงานมีสิทธิได้รับ ไม่ใช่การนำเงินงบประมาณแผ่นดินออกไปใช้จัดงานเลี้ยงโดยตรง

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน เพิกถอนคำสั่งไล่ออก

ท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงต่อนาง น. เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่งผลให้คำสั่งของนายก อบต.กาเยาะมาตี ที่ลงโทษไล่นาง น. ออกจากราชการ รวมถึงมติของ ก.อบต.จังหวัดนราธิวาส ที่ยืนตามคำสั่งดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่ง อบต.กาเยาะมาตี ที่ 236/2560 ลงวันที่ 22 กันยายน 2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมติ ก.อบต.จังหวัดนราธิวาส ครั้งที่ 8/2561 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2561 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าการกระทำของนาง น. ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ หรือไม่มีความผิดทางวินัยใด ๆ

ศาลระบุว่า หากพฤติการณ์ดังกล่าวจะเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐานใดหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งบรรจุต้องพิจารณาตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของราชการส่วนท้องถิ่นต่อไป

ส่วนกรณีพนักงานบางรายอ้างว่าไม่ได้สมัครใจยินยอมให้หักเงินโบนัส หากเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการหักเงินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถใช้สิทธิดำเนินการตามกฎหมายเป็นรายบุคคลได้

สรุปบทเรียนสำคัญ มติที่ประชุมไม่ใช่ใบอนุญาตให้หักเงิน แต่การทำผิดระเบียบก็ไม่ใช่ทุจริตเสมอไป

เรื่องราวของหัวหน้าส่วนการคลัง อบต.กาเยาะมาตี เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

จากการหักเงินโบนัสเพียง 10% เพื่อจัดงานปีใหม่ กลับนำไปสู่การร้องเรียน ป.ป.ช. การถูกดำเนินคดีอาญา การถูกไล่ออกจากราชการ และการต่อสู้คดีในศาลปกครองจนถึงที่สุด

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน 53,694.40 บาท แต่อยู่ที่หลักการว่า การใช้อำนาจราชการต้องมีกฎหมายรองรับ ขณะเดียวกัน การกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ทุจริตก็ต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์เจตนาทุจริตด้วย

การทำผิดระเบียบอาจเป็นความผิด แต่ไม่ใช่ทุกความผิดจะต้องเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการ

และในทางกลับกัน การที่ศาลเพิกถอนคำสั่งไล่ออก ก็ไม่ได้เป็นการรับรองว่าการหักเงินโบนัสโดยไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

นี่คือบทเรียนที่ทั้งผู้บริหารท้องถิ่น ปลัด อบต. หัวหน้าส่วนการคลัง และเจ้าหน้าที่การเงินทุกหน่วยงานควรตระหนัก ก่อนจะลงนามอนุมัติหรือดำเนินการเกี่ยวกับเงินที่เป็นสิทธิของผู้อื่น

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทุกคนในที่ประชุมเห็นชอบร่วมกัน อาจไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายอนุญาตให้ทำ และในขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำผิดกฎหมาย ก็ต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป็นความผิดพลาดหรือการทุจริตโดยเจตนา

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

@ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์

@ บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต

@ บทเรียนขรก.ไทย (26) 'ยุทธการตะนาวศรี' สั่งลูกน้องทำ หน.ต้องรับผิดชอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
หักโบนัส 10%
ป.ป.ช.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดครบผล 5 คดีทุจริต ‘สุรชาติ’ อดีตนายก อบต.ตะขบ - โดนคุกแล้ว 11 ปี
เปิดครบผล 5 คดีทุจริต ‘สุรชาติ’ อดีตนายก อบต.ตะขบ - โดนคุกแล้ว 11 ปี