'เรืองเดช ภิรมย์กิจ' ปลัดเทศบาลนครนครราชสีมา ติดต่อ Next News ขอเปิดพื้นที่ชี้แจงอีกครั้ง หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญาคดีแบ่งซื้อแบ่งจ้างโครงการซ่อมถนนสมัยเป็นปลัดเทศบาลตำบลจัตุรัส จ.ชัยภูมิ ยืนยันเป็นงบประมาณคนละปี จัดจ้างห่างกัน 7 เดือน สภาท้องถิ่นอนุมัติตามอำนาจ อ้าง สตง.เคยตรวจสอบยุติเรื่องแล้ว ปฏิเสธสั่งลดวงเงิน-เลือกผู้รับจ้าง ยันไม่เคยรับผลประโยชน์จากเอกชน เตรียมใช้สิทธิตามกฎหมาย ขอความเป็นธรรมเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงเกียรติยศ
สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา นายเรืองเดช ภิรมย์กิจ อดีตปลัดเทศบาลตำบลจัตุรัส อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ กรณีถูกกล่าวหาว่าแบ่งซื้อแบ่งจ้างโครงการปรับปรุงซ่อมแซมถนนคอนกรีตปูแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ถนนสุนันทา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลและปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีตำบลจัตุรัส

ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตปลัด ทต.จัตุรัส ซอยย่อยสัญญาถนน เอื้อวิธีพิเศษ
ถอดรหัสโกง : พฤติการณ์อดีตปลัดทต.จัตุรัส คดีซอยงานถนนเอื้อเอกชน
เสียใจถูกชี้มูล! ‘เรืองเดช' อดีตปลัดทต.จัตุรัส ยันไม่ทุจริตซอยงานถนน
ล่าสุด นายเรืองเดช ภิรมย์กิจ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลนครนครราชสีมา ได้ติดต่อมายังสำนักข่าว Next News เพื่อขอใช้พื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงจุดยืนต่อมติชี้มูลความผิดดังกล่าวอีกครั้ง
นายเรืองเดชระบุว่า การถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิตการรับราชการท้องถิ่น เนื่องจากเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่การดำเนินโครงการได้ศึกษาระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการแล้ว และเชื่อว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
เปิดที่มา 2 โครงการซ่อมถนน งบประมาณคนละปี
นายเรืองเดชชี้แจงว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดจากความต้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ โดยมีสมาชิกสภาเทศบาลและผู้ใหญ่บ้านสะท้อนปัญหาถนนชำรุด ก่อนนำไปสู่การเสนอโครงการปรับปรุงซ่อมแซมถนนต่อสภาเทศบาลเพื่อพิจารณาอนุมัติตามอำนาจหน้าที่
สำหรับโครงการแรก เป็นโครงการซ่อมแซมถนนสายท่าตาก่าน–โชคบุญมีคาร์แคร์ โดยปูผิวทางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ซึ่งเป็นโครงการที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาล และได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินสะสมในปีงบประมาณ 2562
ต่อมามีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในเดือนตุลาคม 2562 ตามสัญญาเลขที่ 2/2563 วงเงิน 492,000 บาท
ส่วนโครงการที่สอง นายเรืองเดชระบุว่า เดิมมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไว้สำหรับถนนสายดังกล่าว แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2562 สภาเทศบาลพิจารณาเห็นว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนกับโครงการที่ใช้เงินสะสมไปแล้ว
ประกอบกับในช่วงต้นปีงบประมาณ เทศบาลยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียงพอ โดยปกติต้องรอการจัดสรรเงินในช่วงไตรมาสที่ 3–4 ของปีงบประมาณ
สภาเทศบาลจึงมีมติโอนงบประมาณเดิมไปดำเนินโครงการอื่น และตั้งงบประมาณสำหรับปรับปรุงถนนช่วงท่าตาก่าน–โชคบุญมีคาร์แคร์ ถึงบริเวณสหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ
โครงการนี้มีการจัดซื้อจัดจ้างในเดือนพฤษภาคม 2563 ตามสัญญาเลขที่ 3/2563 วงเงิน 183,500 บาท
นายเรืองเดชยืนยันว่า ทั้งสองโครงการเป็นการดำเนินงานภายใต้งบประมาณต่างปี มีการอนุมัติโดยสภาเทศบาลตามอำนาจหน้าที่ และมีช่วงเวลาจัดซื้อจัดจ้างห่างกันประมาณ 7 เดือน จึงเห็นว่าไม่เข้าข่ายการแบ่งซื้อแบ่งจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมาย

นายเรืองเดช ภิรมย์กิจ
อ้าง สตง.เคยตรวจสอบและยุติเรื่อง แต่ ป.ป.ช.กลับชี้มูล
นายเรืองเดชกล่าวต่อว่า ภายหลังการดำเนินโครงการ มีผู้ไม่พอใจการทำงานร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภาค 4 จังหวัดนครราชสีมา และสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 3 จังหวัดนครราชสีมา
โดยเจ้าตัวอ้างว่า ในส่วนของ สตง.ภาค 4 ได้ตรวจสอบและยุติเรื่อง เนื่องจากไม่พบมูลความผิด แต่ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับมีมติชี้มูลความผิดทางอาญาต่อตนเอง
ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับผลการตรวจสอบของ สตง.ดังกล่าวเป็นคำชี้แจงของนายเรืองเดช ซึ่งยังต้องตรวจสอบเอกสารผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ รวมถึงขอบเขตและประเด็นที่ สตง.พิจารณา เพื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงและประเด็นที่ ป.ป.ช.ใช้ประกอบมติชี้มูล
โต้ข้อกล่าวหาแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ยกข้อ 20 ระเบียบกระทรวงการคลัง
สำหรับประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าแบ่งซื้อแบ่งจ้าง นายเรืองเดชชี้แจงว่า ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 20 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการห้ามแบ่งซื้อแบ่งจ้าง โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งวงเงินจัดซื้อจัดจ้างในครั้งเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างหรืออำนาจอนุมัติเปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม นายเรืองเดชเห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างทั้งสองโครงการไม่เข้าข่ายข้อห้ามดังกล่าว เนื่องจากโครงการแรกใช้งบประมาณจากการจ่ายขาดเงินสะสมปี 2562 ขณะที่โครงการที่สองเป็นงบประมาณปี 2563 และดำเนินการจัดจ้างห่างกันประมาณ 7 เดือน
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงหนังสือตอบข้อหารือของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ หนังสือที่ กค (กวจ) 0405.4/2765 ลงวันที่ 21 มกราคม 2563 และหนังสือที่ กค (กวจ) 0405.2/022120 ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เพื่อประกอบเหตุผลว่าการดำเนินการของเทศบาลไม่เข้าลักษณะการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง
อย่างไรก็ดี การใช้งบประมาณต่างปีหรือการจัดจ้างต่างช่วงเวลาเพียงอย่างเดียว ยังไม่อาจใช้สรุปได้โดยเด็ดขาดว่าไม่เป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง เนื่องจากต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะงาน วัตถุประสงค์ การอนุมัติโครงการ และเจตนาในการดำเนินการประกอบกันด้วย
ปฏิเสธสั่งนายช่างลดวงเงินโครงการ
นายเรืองเดชชี้แจงถึงประเด็นที่มีนายช่างให้ถ้อยคำว่า ตนเป็นผู้สั่งให้ลดวงเงินโครงการว่า ไม่เป็นความจริง และเห็นว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน
พร้อมอ้างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 ข้อ 21 วรรคสามและวรรคสี่ รวมถึงพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 60 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดทำแบบรูปรายการงานก่อสร้างและการกำหนดรายละเอียดงาน
นายเรืองเดชเห็นว่า การจัดทำรายละเอียดทางวิศวกรรม แบบรูปรายการ และการกำหนดขอบเขตงานก่อสร้างเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านช่างตามกฎหมายและคำสั่งมอบหมาย ไม่ใช่เรื่องที่ตนเข้าไปสั่งการให้ปรับลดวงเงินเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายตามที่ถูกกล่าวหา
ยันไม่ได้สั่งพัสดุเลือก หจก.อรุณกลการ เป็นผู้รับจ้าง
อีกประเด็นหนึ่ง นายเรืองเดชระบุว่า มีเจ้าหน้าที่พัสดุให้ถ้อยคำว่าตนเป็นผู้สั่งให้ทำสัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณกลการ ซึ่งเป็นคู่สัญญาโครงการ
นายเรืองเดชปฏิเสธข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกัน โดยยืนยันว่าไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เลือกผู้ประกอบการรายดังกล่าว และเห็นว่าคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่พัสดุไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุน
พร้อมอ้างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 (2) และระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ. 2560 ข้อ 79 เกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง
โดยเห็นว่าการติดต่อผู้ประกอบการและดำเนินการเจรจาเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่การดำเนินการโดยตนเองตามที่ถูกกล่าวหา
ย้ำสภาท้องถิ่นมีอำนาจอนุมัติงบประมาณ
นายเรืองเดชยังยกประเด็นเรื่องอำนาจของสภาเทศบาลขึ้นชี้แจง โดยระบุว่าการโอนงบประมาณรายจ่ายในงบลงทุนเพื่อไปตั้งจ่ายรายการใหม่ เป็นอำนาจของสภาท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนการจ่ายขาดเงินสะสมก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด โดยเจ้าตัวยืนยันว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวผ่านการพิจารณาของสภาเทศบาลตามขั้นตอนแล้ว
ปฏิเสธรับผลประโยชน์จากเอกชน ย้ำถูกชี้มูลเพียงคนเดียว
นายเรืองเดชยืนยันอีกว่า ทั้งตนเองและพนักงานเทศบาลที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณกลการ และผู้ประกอบการรายดังกล่าวก็ไม่ได้ให้ผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เทศบาลจากการดำเนินโครงการทั้งสอง
นอกจากนี้ ยังระบุว่า ในคดีดังกล่าวตนเองเป็นบุคคลเพียงรายเดียวที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ทั้งที่กระบวนการดำเนินโครงการมีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง
สำหรับบทกฎหมายที่นายเรืองเดชระบุว่าเกี่ยวข้องกับมติชี้มูล ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 รวมถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12
ทั้งนี้ รายละเอียดฐานความผิดและบทกฎหมายที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องตรวจสอบจากเอกสารมติฉบับเต็มอีกครั้ง

นายเรืองเดช ภิรมย์กิจ
เปิดความรู้สึก เจ็บปวดที่สุดในชีวิตราชการ
ช่วงท้ายของการชี้แจง นายเรืองเดชกล่าวถึงความรู้สึกภายหลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองเสียใจอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการ เชื่อมั่นว่าตนเองดำเนินการตามระเบียบและข้อกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใด
โดยเฉพาะการเผยแพร่ข่าวมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ ป.ป.ช.เผยแพร่ข้อมูล ทำให้ข่าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติยศของตนเองอย่างมาก
“ป.ป.ช.ชี้มูลผมครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตข้าราชการท้องถิ่น ไม่ได้รับความเป็นธรรม ปลัดถูกชี้มูลความผิดเพียงคนเดียว ไม่มีคนอื่นถูกชี้มูลด้วยเลย โดนทุกดอกกม.อาญา ม.151 ม.157 , พ.ร.บ.ป.ป.ช.ปี 61 ม.172 ม.91(1)(2), ม.98 , พ.ร.บ.ฮั้ว ปี 42 ม,11,ม.12 มีคนถามผมว่ารู้สึกอย่างไร ผมตอบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ ก.ม.ไม่มีเจตนาทุจริตไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรู้สึกเสียใจกับ การถูกชี้มูลความผิดในครั้งนี้"
นายเรืองเดชกล่าวว่า แม้ตนเองจะต้องน้อมรับมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับว่าตนเองกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา
หากได้รับหนังสือแจ้งมติหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ จะดำเนินการใช้สิทธิตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอให้มีการพิจารณาทบทวนตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้
“ผมไม่ได้มีเจตนาทุจริต ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้เอกชน รู้สึกเสียใจกับการถูกชี้มูลความผิดในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความยุติธรรม เพื่อรักษาชื่อเสียงและเกียรติยศที่เสียหายไปให้กลับคืนมา” นายเรืองเดชกล่าว
***********
สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่า เกี่ยวกับคดีนี้ ปัจจุบันศาลฯ ยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาด นายเรืองเดช จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และมีสิทธิ์ต่อสู้คดีตามขั้นตอนทางกฏหมาย




