'ทักษิณ' เข้าข่ายพ้นโทษทันที หลังมีพระราชกฤษฎีกาพระบรมราชโองการอภัยโทษ เนื่องในโอกาศพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เหตุเข้าเกณฑ์ อายุเกิน 60 ปี เหลือโทษไม่เกิน 3 ปี ด้านอดีตรองโฆษกพลังประชารัฐโพสต์ยินดี ได้ปลดกำไล EM ชี้เป็นการสิ้นสุดภาระทางกฎหมาย
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (3 มิถุนายน) มีเนื้อหากำหนดหลักเกณฑ์ลดโทษ พักโทษ และปล่อยตัวผู้ต้องขังบางประเภท เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ขณะที่คดีร้ายแรงหลายประเภทไม่ได้รับการอภัยโทษ
ในพระราชกฤษฎีการะบุว่า การพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและกลับคืนสู่สังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป
สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ต้องขังบางกลุ่มได้รับการลดวันต้องโทษ ปล่อยตัว หรือได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการคุมประพฤติและพักการลงโทษ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด โดยให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ต้องขังที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ยังระบุบัญชีลักษณะความผิดที่ไม่ได้รับสิทธิอภัยโทษหรือได้รับการพิจารณาอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยครอบคลุมคดีร้ายแรงหลายประเภท อาทิ
-ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
-ความผิดบางฐานเกี่ยวกับเจ้าพนักงานและกระบวนการยุติธรรม
-ความผิดเกี่ยวกับอั้งยี่และซ่องโจร
-ความผิดก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
-ความผิดทางเพศร้ายแรง เช่น ข่มขืนกระทำชำเราเด็กและคดีล่วงละเมิดทางเพศบางประเภท
-ความผิดเกี่ยวกับชีวิต เช่น ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และความผิดร้ายแรงต่อร่างกาย
ทั้งนี้ ในหมายเหตุท้ายพระราชกฤษฎีการะบุว่า เหตุผลของการตรากฎหมายฉบับดังกล่าว เนื่องจากโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นับเป็นวาระสำคัญของประเทศ จึงสมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้กลับไปประพฤติตนเป็นพลเมืองดีและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป
หมายเหตุ: พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอภัยโทษ ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับการปล่อยตัวทันที แต่ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดเป็นรายกรณี
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวเพิ่มเติมด้วยว่าสำหรับในมาตรา 7 ของพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษระบุว่า ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษลง 1 ใน 3 จากกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่นับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ เว้นแต่ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติเป็นผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 8 ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป
ขณะที่ มาตรา 8 (ฉ) ระบุถึงเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวว่า เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร์ หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจำในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
ดังนั้นจึงทำให้คาดกันว่านายทักษิณน่าจะได้รับการปล่อยตัวเนื่องเข้าองค์ประกอบตามเนื้อหาของมาตรา 7 และมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษดังกล่าว
ทั้งนี้หลังจากที่มีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระบรมราชโองการดังกล่าว ทางด้านของนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
ผมขอแสดงความยินดีกับคุณทักษิณที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทำให้ปลดemทันที งานนี้ได้ลุ้นว่าเขาใช้ให้ แม้ว มาจับ หนู หรือใช้ให้แดงสู้กับน้ำเงินไม่
นัยยะของการพ้นมลทินและบทบาทใหม่
การปลดล็อกทางการเมือง: การได้รับพระราชทานอภัยโทษปลดปล่อย (หรือการสิ้นสุดภาระผูกพันทางกฎหมาย) อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นการคืนสถานะและสภาพทางกฎหมายอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถเคลื่อนไหว หรือแสดงบทบาทนำได้อย่างเปิดเผยและเต็มตัวมากขึ้น
ศูนย์รวมอำนาจฝั่งสีแดง: เป็นการตอกย้ำภาพภาพลักษณ์ผู้นำจิตวิญญาณของกลุ่มการเมืองฝั่งสีแดง (พรรคเพื่อไทยและมวลชน) ที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์หลักของประเทศ
การเปลี่ยนขั้วความขัดแย้ง จะสะท้อนว่า ฉากทัศน์การเมืองไทยได้เปลี่ยนผ่านจากยุค "เหลือง-แดง" หรือ "เผด็จการ-ประชาธิปไตย" เข้าสู่ยุค "แดง (เพื่อไทย) ปะทะ น้ำเงิน (ภูมิใจไทย)" อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสองขั้วอำนาจใหญ่ในรัฐบาลปัจจุบันที่มีฐานเสียงและโครงสร้างอำนาจทับซ้อนกัน
การคานอำนาจในพรรคร่วม: ในระยะหลัง ฝั่งสีน้ำเงินแสดงให้เห็นถึงการกุมกลไกสำคัญ ทั้งในส่วนของสภาสูง (สว.) และกระทรวงเกรดเอ การที่ฝั่งสีแดงได้ขุนพลหลักกลับมาเดินเกมได้อย่างเต็มที่ จึงเปรียบเสมือนการเปิดศึกชิงความได้เปรียบและการคานดุลอำนาจแบบ "ถูกคู่" ในฐานะพรรคการเมืองระดับแชมป์เปี้ยนทั้งคู่






