เอ็กซ์คลูซีฟ Next News : เปิดผลตรวจ สตง. เจาะการใช้จ่ายเงินไทยพีบีเอสช่วงปี 2565-2568 รวม 5,094.56 ล้านบาท พบ 2 ปมใหญ่ “ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์” บางส่วนยังไม่สะท้อนความสำเร็จที่แท้จริง โดยเฉพาะตัววัดความนิยมรายการที่ขาดความต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงบ่อย จนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผลงานที่เข้าเป้าเกิดจากฐานผู้ชมและความนิยมเพิ่มขึ้นจริง หรือมาจากการปรับเกณฑ์ประเมิน ขณะที่การบริหารจัดการรายการยังไม่มีประสิทธิภาพ ระบบข้อมูลไม่เชื่อมเป็นฐานเดียว ออนไลน์ยังวัดการเข้าถึงเนื้อหากลุ่มเป้าหมายไม่ได้ชัด สตง.เสนอผูกการจัดสรรงบประมาณกับ “ผลผลิต-ผลลัพธ์” หลีกเลี่ยงใช้ยอดเบิกจ่ายเป็นตัวชี้ความสำเร็จเพียงอย่างเดียว
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้สรุปรายงานผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” ในช่วงปีงบประมาณ 2565-2568 รวมวงเงิน 5,094.56 ล้านบาท เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินด้านการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ
ผลการตรวจสอบพบประเด็นสำคัญที่ควรปรับปรุงแก้ไข 2 เรื่องใหญ่ คือ ตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์บางส่วนยังไม่สามารถสะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงานได้อย่างแท้จริง และการบริหารจัดการรายการยังไม่มีประสิทธิภาพ
ตัวชี้วัดเปลี่ยนบ่อย ยังตอบไม่ได้ “คนดูเพิ่มจริง” หรือแค่ “เปลี่ยนเกณฑ์”
สตง.ระบุว่า ส.ส.ท. เป็นองค์กรสื่อสาธารณะที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐสูงสุดปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และยังมีรายได้จากส่วนอื่น เช่น การให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลและทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นต้นทุนการผลิตและจัดหารายการประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี
ประเด็นแรก สตง.พบว่า แม้ในปีงบประมาณ 2568 ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่ของ ส.ส.ท. จะบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์ แต่ตัวชี้วัดบางส่วนขาดความต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะตัวชี้วัดเกี่ยวกับความนิยมของรายการทางโทรทัศน์
ปัญหาดังกล่าวทำให้ ส.ส.ท. ขาดข้อมูลฐานที่ต่อเนื่องสำหรับติดตามและประเมินผล และ ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผลงานที่บรรลุเป้าหมายนั้นเกิดจากการขยายฐานผู้ชมหรือได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจริง หรือเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมิน
นอกจากนี้ การนำข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมมาใช้วางแผนผลิตและจัดหารายการยังไม่ครบถ้วนในทุกมิติ
สตง.จึงเสนอให้ ส.ส.ท.กำหนดตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบย้อนหลังและวิเคราะห์แนวโน้มได้ รวมทั้งเร่งเชื่อมโยงข้อมูลสมาชิกในระบบ One Thai PBS ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำข้อมูลผู้ชมมาใช้วางแผนเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
รุก Online First แต่ระบบหลังบ้านยังตามไม่ทัน
ประเด็นที่สอง สตง.ตรวจพบว่า การบริหารจัดการรายการของ ส.ส.ท. ยังไม่มีประสิทธิภาพ แม้ในปี 2568 จะปรับยุทธศาสตร์มุ่งผลิตเนื้อหาสำหรับช่องทางออนไลน์ หรือ “Online First” เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้น “TV First”
หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ระบบบริหารแผนงาน หรือ Business Management Plan System (BMP) ยังมีข้อมูลความก้าวหน้าและผลการดำเนินโครงการไม่ครบถ้วน ไม่มีการเปรียบเทียบแผนกับผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน และยังไม่แสดงผลตัวชี้วัดองค์กร ทำให้ผู้บริหารขาดข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจและกำหนดทิศทางการบริหารงาน
ขณะเดียวกัน ระบบสนับสนุนการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการยัง ไม่เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลเดียวกันทั้งองค์กร ไฟล์รายการกระจายอยู่ตามฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ส่วนระบบ Broadcast Management System (BMS) ที่ใช้บริหารรายการบันทึกเทปก็ยังไม่รองรับรายการออนไลน์
ผลคือ หากผู้บริหารต้องการทราบภาพรวมรายการทั้งหมด จะต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เพิ่มทั้งขั้นตอนและระยะเวลา และอาจทำให้ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที
วัดออนไลน์ด้วย Active User แต่ยังตอบไม่ได้ “คนดูเนื้อหาจริงแค่ไหน”
สตง.ยังตั้งข้อสังเกตถึงการประเมินผลรายการออนไลน์ โดยปัจจุบันมีการใช้จำนวน Active User ของเว็บไซต์เป็นส่วนหนึ่งของการวัดผล แต่เกณฑ์ดังกล่าวยังไม่สามารถสะท้อนว่ากลุ่มเป้าหมายเข้าถึง “เนื้อหารายการ” ทางออนไลน์มากน้อยเพียงใด
กล่าวคือ ผู้เข้าชมเว็บไซต์อาจถูกนับเป็น Active User จากการใช้งานเว็บไซต์เกิน 10 วินาที เปิดตั้งแต่ 2 หน้าขึ้นไป หรือทำกิจกรรมบางอย่างตามที่กำหนด ซึ่งไม่ได้หมายความโดยตรงว่าผู้ใช้ได้เข้าถึงหรือรับชมเนื้อหารายการตามเป้าหมาย
ทำให้ ส.ส.ท.ยังไม่สามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่า รายการออนไลน์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงมากน้อยเพียงใด
สตง.แนะผูก “งบประมาณ” กับ “ผลงาน” ไม่ดูแค่เบิกจ่ายได้เท่าไร
ประเด็นสำคัญอีกส่วนคือ สตง.เสนอให้คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. เชื่อมโยงการอนุมัติงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยการจัดสรรงบประมาณและพิจารณาความก้าวหน้าโครงการรายไตรมาสควรอ้างอิงข้อมูลผลผลิตและผลลัพธ์ที่บันทึกในระบบ BMP เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว
พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบ BMP ให้สามารถเปรียบเทียบ “แผน-ผล” ทั้งระดับโครงการและตัวชี้วัดองค์กร เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารระดับสูงมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาสำหรับตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ สตง.ยังเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลกลางรายการทั้งองค์กร เชื่อมโยงข้อมูลการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ รวมทั้งยกระดับระบบให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งโทรทัศน์ เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชัน VIPA ภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกัน
พร้อมให้ทบทวนตัวชี้วัดรายการออนไลน์ จากการวัดเพียง Active User ไปสู่การวัดความนิยมหรือการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่องทาง ตลอดจนจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ให้ชัดเจน และเก็บข้อมูลจากกลุ่มคนที่ “ไม่ได้ดูไทยพีบีเอส” เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าเหตุใดจึงไม่รับชม และต้องปรับปรุงเนื้อหาอย่างไรเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งผู้ชมในอนาคต
สำนักข่าว Next News รายงานว่า รายงานผลการตรวจสอบเรื่องประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินด้านการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ เป็น 1 ใน 3 เรื่องใหญ่ ที่ สตง.เข้าตรวจสอบเรื่องการใช้จ่ายเงินของไทยพีบีเอส ในปัจจุบัน และมีการส่งเรื่องให้ ผู้บริหารไทยพีบีเอส รับทราบข้อมูลเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
สำหรับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ “ไทยพีบีเอส” ปัจจุบันกำลังปรากฏเป็นข่าวถูกนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย กับคณะ ผู้เสนอ ร่างแก้ไขกฎหมาย ยกเลิกกลไกจัดเก็บเงินเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” เพื่อส่งตรงให้องค์กร และเปลี่ยนมาใช้ “งบประมาณรายจ่ายประจำปี”ซึ่งปัจจุบันไทยพีบีเอสได้รับเงินจากการจัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 1.5% โดยกฎหมายกำหนดรายได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี
อ่านประกอบ :




