แอมเนสตี้ฯ จี้ไทยทันควัน! หยุดส่ง 2 ชาวอุยกูร์กลับจีน หวั่นถูกทรมาน-บังคับให้สูญหาย เตือนซ้ำรอยเนรเทศผิด กม. วอนไทยหาประเทศที่สามรองรับ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการไทย ยุติแผนการใดๆ ที่จะบังคับส่งตัวชายชาวอุยกูร์ 2 คนกลับไปยังประเทศจีนทันที หลังมีรายงานว่าชายทั้งสองถูกนำตัวเข้าควบคุมในสถานกักตัวคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย หากถูกส่งกลับไป โดย นายแอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องไม่ดำเนินการซ้ำรอยกับการเนรเทศชาวอุยกูร์ 40 คนไปเผชิญอันตรายในประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเนรเทศอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย
นายคาลามาร์ด ระบุว่า ชายทั้ง 2 คนหลบหนีมาจากการประหัตประหาร แต่กลับต้องถูกกักตัวในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในเขตซินเจียงของประเทศจีน การส่งพวกเขากลับไปจึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับที่พวกเขาหลบหนีมาตั้งแต่แรก
ก่อนหน้านี้ ชายทั้ง 2 คนได้แจ้งกับทนายความว่าพวกเขากลัวว่าจะได้รับอันตรายถึงชีวิตหากถูกส่งกลับไปจีน และไม่ยินยอมที่จะถูกส่งตัวกลับ ทางการไทยจึงควรอนุญาตให้พวกเขาเข้าถึงทนายความที่ตนเลือกได้ และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการแสวงหาประเทศที่สามที่สามารถรับพวกเขาได้อย่างเร่งด่วน เพื่อส่งตัวพวกเขาและชาวอุยกูร์คนอื่นๆ ที่ยังถูกกักตัวอยู่ในประเทศไทยไปอย่างปลอดภัยและเป็นไปโดยสมัครใจ
แอมเนสตี้ฯ ชี้ว่า ไม่ว่าทางการจีนจะให้คำมั่นสัญญาทางการทูตมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้ประเทศไทยละเลยพันธกรณีที่จะไม่ส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการทรมาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ ชายทั้งสองคนควรได้รับการปล่อยตัวและได้รับโอกาสให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ หลังจากการถูกกักตัวมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี
ชายชาวอุยกูร์ทั้ง 2 คนนี้เป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์ 5 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์กว่า 300 คนที่ถูกทางการไทยควบคุมตัวโดยไม่มีข้อหาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 หลังหลบหนีจากการประหัตประหารในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ชาย 2 คนจาก 5 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ และถูกส่งตัวไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวที่กรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา ทางการไทยได้ปฏิเสธไม่ให้ชายทั้ง 2 คนเข้าพบทนายความของตน รวมถึงปิดกั้นไม่ให้พวกเขาได้พบกับหน่วยงานภาคประชาสังคมและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ในอดีต เดือนมิถุนายน 2558 ประเทศไทยได้อนุญาตให้ผู้หญิงและเด็กชาวอุยกูร์ 173 คนเดินทางไปตุรกีได้ แต่ได้เนรเทศชายชาวอุยกูร์อย่างน้อย 109 คนอย่างมิชอบด้วยกฎหมายไปยังประเทศจีน จากเอกสารที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับมา ชี้ว่าเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยส่งจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อร้องขอให้มีการ “ส่งตัว” ชายชาวอุยกูร์ 45 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศกลับไปประเทศจีน และในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยได้บังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนโดยเป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วน 5 คนที่เหลือต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำของไทยเนื่องจากความผิดฐานพยายามหลบหนีจากสถานกักตัวคนต่างด้าว
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต่อต้านการให้คำมั่นสัญญาทางการทูตใดๆ ที่อ้างว่าบุคคลที่ถูกส่งกลับจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการทรมาน เนื่องจากเป็นการละเมิดต่อหลักการห้ามทรมานอันเป็นข้อห้ามสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และคำมั่นดังกล่าวถือว่าไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันอันน่าเชื่อถือได้ ประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulement) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งห้ามไม่ให้รัฐส่งกลับหรือเคลื่อนย้ายบุคคลไปยังดินแดนใดๆ ที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการประหัตประหารหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ นอกจากนี้ มาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 ยังห้ามมิให้มีการเนรเทศบุคคลกรณีที่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการบังคับให้สูญหาย
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยแพร่รายงานชิ้นสำคัญในปี 2564 ซึ่งแสดงข้อมูลการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรูปแบบของการคุมขัง การทรมาน และการประหัตประหารที่กระทำต่อชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในซินเจียง แม้จะมีข้อค้นพบขององค์การสหประชาชาติที่คล้ายคลึงกันในรายงานการประเมินผลเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 แต่ประเทศจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ ไม่มีการเยียวยา หรือการสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่กลับยังคงปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์และเผยแพร่เอกสารปฏิเสธการปฏิบัติมิชอบ รวมถึงใช้นโยบายที่เลือกปฏิบัติและบังคับให้กลืนกลายทางวัฒนธรรมต่อไป




