กรมพัฒนาธุรกิจฯ รุกตัดต้นตอ 'นอมินี' ถกสภาวิชาชีพบัญชี-สภาทนายความ ให้คุมเข้มสมาชิกห้ามช่วยต่างชาติใช้คนไทยถือหุ้นแทน ถ้าเจอลงโทษหนัก
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เชิญนายกสภาวิชาชีพบัญชีฯ นายกสภาทนายความฯ ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ นายกสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานสอบบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีตัวแทน (ประเทศไทย) สมาคมนักบัญชีไทย และผู้แทนกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าร่วมหารือถึงมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า เนื่องจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีลักษณะเป็นการให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี พบว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางราย เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์ให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายในรูปแบบนอมินี เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ประเทศชาติ ปัจจุบันมีผู้ทำบัญชีที่เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีฯ 87,552 ราย และมีทนายความที่เป็นสมาชิกสภาทนายความฯ 94,702 ราย แต่มีบางคนให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนต่างชาติให้คนไทยเป็นนอมินี
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับไปหารือร่วมกับสภาทนายความ และสภาวิชาชีพบัญชีเพื่อพิจารณาดำเนินการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้เข้มงวด กวดขัน กับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี รวมทั้งให้พิจารณาความจำเป็น และความเหมาะสมในการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าวต่อไป
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ เน้นไปที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อนำมาวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนอมิน รวมถึงการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และผู้ประกอบวิชาชีพทนายความให้ปฏิบัติงานเป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ 2 วิชาชีพ ชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิก ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือให้บริการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีลักษณะให้คนไทยเป็นนอมินี
"รวมถึงการกำหนดมาตรการทางจรรยาบรรณและมารยาทต่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ประกอบวิชาชีพทนายความที่ให้ความช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยทุจริต โดยขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแลทั้ง 2 วิชาชีพ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดแก่สมาชิก ที่ร่วมกระทำความผิดหรือรู้เห็นเป็นใจ ทำให้ เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ เพื่อตัดต้นตอปัญหานอมินีไม่ให้ลุกลามเป็นเนื้อร้ายทำลายเศรษฐกิจประเทศ" นายพูนพงษ์กล่าว
นายพูนพงษ์กล่าวว่า หากสำนักงานบัญชีและสำนักงานทนายความซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ชาวต่างชาติต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยขอรับคำปรึกษาการเข้ามาประกอบธุรกิจ ได้ให้รายละเอียดและคำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ปัญหานอมินี ทุเลาเบาบางลงหรือหมดสิ้นไป สร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเป็นธรรมแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศโดยสุจริต
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงนอมินี ผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชี ที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทกลุ่มเสี่ยง 8 จังหวัด (ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และแม่ฮ่องสอน) พบผู้ทำบัญชี 140 คนจาก 29 สำนักงานบัญชี และเข้าถือหุ้นในบริษัทมากถึง 2,040 บริษัท รวมมูลค่าหุ้นรวม 2,528.65 ล้านบาท โดยผู้ทำบัญชี 10 ถือหุ้นรวม 827 บริษัท โดยรายแรก เข้าไปถือหุ้น 212 บริษัท มูลค่าหุ้น 247.57 ล้านบาท รายที่ 2 ถือหุ้น 147 บริษัท มูลค่าหุ้น 142.21 ล้านบาท รายที่ 3 ถือหุ้น 147 บริษัทมูลค่าหุ้น 211.50 ล้านบาท
รายงานข่าวแจ้งว่า จากสถิติการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วนำไปเป็นบัญชีม้านิติบุคคลในปี 2568 มีจำนวน 549 บริษัท แต่หลังจากกรมพัฒนาธุรกิจออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง 5 ฉบับ และออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง 2 ฉบับ เพื่อป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลในลักษณะนอมินีหรือบัญชีม้านิติบุคคล พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-30 เมษายน 2569 เหลือเพียง 10 บริษัท
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบบริษัทที่เสี่ยงเป็นมอมินี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 23 มิถุนายน 2569) ทางกรมพัฒนาธุรกิจส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ ส่งกรมสรรพากรตรวจสอบภาษี 14,800 ราย ส่งกรมที่ดินตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ 17,566 ราย ส่งให้ชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมาย 2,713 ราย ส่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) 2,257 ราย และส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) 2,236 ราย




