พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านผ่านสภาฉลุย ด้วยคะแนน 285 ต่อ 141 เสียง หลังฝ่ายค้านถล่มแหลก ซัดใช้แผนเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันพ่วง 2 แสนล้านทำโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หวั่นเปิดช่องทุจริต นายกฯยันไม่ปล่อยให้เงินรั่วไหล หรือเอื้อประโยชน์ให้ใคร
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่อาคารัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวชี้แจงถึงความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก. ดังกล่าวซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้น้ำมันในตลาดโลกราคาแพง ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางร้อยละ 50 จึงทำให้ค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น การใช้กระบวนการงบประมาณปกติจะไม่ทันกับสถานการณ์ในการดูแลเยียวยาประชาชน และจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังจากฟอสซิลไปเป็นพลังงานทางเลือก จึงจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว
ต่อมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า การพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก เพื่อเยียวยาประชาชน เราไม่ได้ติดใจ แต่สำหรับเงิน 2 แสนล้านบาทหลังที่ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน
การกู้ที่ไม่ได้มาจากแหล่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความเหมาะสมถูกต้องหรือไม่ และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ หรือไม่
“เราไม่อยากเห็นรัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาของประชาชนตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่าไม่มีแผน หากท่านไม่มีความชัดเจนในแผน ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมต้องใช้แหล่งเงินกู้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พวกผมคงไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ได้”นายณัฐพงษ์กล่าว
ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง กล่าวชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงงาน พ.ร.ก. นี้มีหลักคิด 3 ด้าน 1.ประคองประชาชนและเศรษฐกิจไทยในวันนี้ 2.เปลี่ยนวิกฤตเป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3.ดึงดูดการลงทุนกลุ่มพลังงานสะอาด ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกัน
“พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กู้เงินมากอง แต่กู้ตามความจำเป็น ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า มีระเบียบมีวิธีการไม่ต่างกับพระราชกำหนดในอดีต ที่ทำเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความจำเป็นเร่งด่วน พ.ร.ก.นี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อช่วยประชาชนและช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงาน และใช้โอกาสจากวิกฤตนี้ เปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น" นายเอกนิติกล่าว
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า หลังรับฟังคำชี้แจงของ นายเอกนิติ ประโยคที่สะดุดใจคือรัฐบาลต้องการใช้ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส แต่เกิดคำถามว่า รัฐบาลกำลังเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้านใด และเป็นโอกาสของใคร เมื่อ พ.ร.ก.นำวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับช่วยเหลือประชาชน มารวมไว้กับวงเงินอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทำให้ต้องพิจารณาทั้ง 2 ก้อนพร้อมกัน ซึ่งเห็นว่าเป็นการมัดมือชก
นายพริษฐ์กล่าวว่า มีข้อกังวลมากที่สุด คือวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งรายละเอียดหลายโครงการยังไม่ชัดเจน จึงเกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงเลือกออก พ.ร.ก.เงินกู้ในเวลานี้ หรือรัฐบาลกำลังใช้วิกฤตความเดือดร้อนของประชาชน เป็นโอกาสในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัฐบาล หรืออาจกลายเป็นมหกรรมแจกจ่ายโครงการ โดยนำมาตรการช่วยเหลือประชาชนมาเป็นตัวประกัน และสอดแทรกเงินสำหรับโครงการด้านพลังงานเข้ามาในกฎหมายฉบับเดียว เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย งบประมาณ 2 แสนล้านบาท ที่อ้างว่าเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบ การปล่อยให้มีดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาจำนวนมาก จะทำให้เพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น รัฐบาลยังไม่ชี้แจงชัดเจนว่าการลงทุนสายส่ง จะรองรับการผลิตไฟฟ้าของประชาชน หรือรองรับการป้อนไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์
นาอยภิสิทธิ์กล่าวว่า แก้ไขวิกฤตตรงนี้ สุ่มเสี่ยงที่หลายคนตั้งข้อสังเกต อาจเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน จึงไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ ถ้าพ.ร.ก. ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไป เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการอภิปรายทั้งจากฝั่งรัฐบาล และฝ่ายค้านจบแล้ว จึงมีการโหวตลงมติ พ.ร.ก.ดังกล่าว โดยมีคะแนนเห็นชอบ 285 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากผู้ลงมติทั้งหมด 478 เสียง
จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอยืนยันถึงเจตนารมณ์ที่สุจริต มุ่งเป้าไปที่ประเทศและพี่น้องประชาชนเท่านั้น ในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับใคร ตน และนายเอกนิติตลอดจนรัฐมนตรีทุกท่าน จะติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิดไม่ให้มีการรั่วไหลเป็นอันขาด ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับเวลา คำแนะนำ และข้อคิดเห็นที่ท่านได้พิจารณา พ.ร.ก. ฉบับนี้
“ในฐานะนายกฯ ทราบดีว่านี่คือเงินกู้ ต้องมีต้นทุน และได้พิจารณาแล้วว่าต้นทุนที่เราได้มานั้นมันคุ้มคุ้มค่ากับสิ่งที่เราจะได้จากการดำเนินโครงการต่างๆ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ พวกผมรู้ว่ารัฐบาลจ่ายได้ เราจึงกล้ากู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต้องถือว่ามีอัตราที่ต่ำกว่า ท่านรองฯเอกนิติบอกกับผมว่า จะไม่พูดถึงอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ได้พูดไว้แล้วว่าเป็น 1.2% ซึ่งในขณะที่ทำการประเมินและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการนี้หรือไม่นั้น อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับรายงานมานั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้ใช้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ และรับรองว่าจะดูแลอย่างใกล้ชิดแน่นอน”นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวว่า ท้ายที่สุดนี้ ตนจะให้ส่วนราชการทุกฝ่ายเร่งสรุปรวบรวมคำเสนอแนะข้อชี้แนะต่างๆ ที่ตนถือว่าทุกข้อเสนอ ทุกแนวทางที่ท่านให้ความกรุณาอภิปรายตลอดทั้งวันที่ผ่านมานี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งมีประโยชน์ และเราจะนำมาประยุกต์ใช้ในช่วงดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศต่อไป ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง ถึงแม้ว่าท่านจะไม่อยากฟังแล้ว แต่ก็ต้องขอบพระคุณท่าน ที่ท่านได้ให้โอกาสตนมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรับใช้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน




