News Logo
หน้าแรก
'อภิสิทธิ์' ชี้คลัง ปท.มีปัญหาหนัก พ.ร.บ.ฯ 70 เข้าข่าย'งบหาเช้ากินค่ำ'

'อภิสิทธิ์' ชี้คลัง ปท.มีปัญหาหนัก พ.ร.บ.ฯ 70 เข้าข่าย'งบหาเช้ากินค่ำ'

29 มิ.ย. 2569 12:03
ผู้ชม 7 คน

'อภิสิทธิ์' ชี้ สถานะคลังประเทศที่เจอปัญหาหนัก พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 สะท้อนภาพ "งบประมาณมองไม่เห็นอนาคต" ส่อเข้าข่าย "งบหาเช้ากินค่ำ" ผลจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างสั่งสมมานาน จี้รัฐบาลแก้ปัญหาตรงจุด สะสางที่ระบบ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่ "มองไม่เห็นอนาคต" ซึ่งไม่ได้เป็นการตำหนิรัฐบาลโดยตรง แต่เป็นการสะท้อนปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกและภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษที่จะสะสางปัญหาที่หมักหมมมา เพื่อให้ประเทศมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้า

นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า การที่มองไม่เห็นอนาคตนั้นเกิดจากโครงสร้างงบประมาณ โดยประเทศได้เดินมาถึงจุดที่การจัดหารายได้ไม่เพียงพอสำหรับงบประจำและการใช้หนี้เท่านั้น โครงสร้างงบประมาณปีนี้ชี้ให้เห็นว่าเกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ยืม แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากรและการหารายได้ในปัจจุบันสามารถทำได้เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีตเท่านั้น

สถานการณ์รายได้และการจัดเก็บภาษีที่ไม่เพียงพอ

นายอภิสิทธิ์ได้เน้นย้ำถึงตัวเลขที่น่าเป็นกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัดส่วนของภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10.4-10.6 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุด ตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่ยังคงดำรงอยู่ แม้ว่าความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังในเรื่องของระบบสวัสดิการนับวันจะมีแต่สูงขึ้น การจัดเก็บภาษีที่อ่อนแอส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนได้ตามเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ตั้งเป้าไว้ 3,000 บาท แต่ในงบประมาณปัจจุบันยังไม่สามารถเพิ่มได้ถึง 1,000 บาท อีกทั้งยังไม่มีการเพิ่มการดูแลให้กับคนพิการ หรือการทำให้เงินสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดกันมานานแล้ว สถานการณ์เช่นนี้จะไม่ใช่เฉพาะปีนี้เท่านั้น แต่จะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ หากไม่มีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่

นายอภิสิทธิ์แสดงความเสียดายที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้มารับฟังการอภิปรายในสภาฯ ซึ่งใช้เวลาอภิปรายประมาณครึ่งวัน เพื่อย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มิฉะนั้นประเทศจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น เขาหวังว่าจะได้ยินแนวคิดเรื่องนี้จากรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย

งบประมาณประจำที่ขยายตัวและข้อจำกัดในการลงทุน

ด้วยข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ นายอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่างบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้จึงกลายเป็นว่ามีเพียงงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 และงบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 ในทางกลับกัน งบประมาณที่จำเป็นต้องลดลงอย่างค่อนข้างเฉียบพลันคืองบลงทุน ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 13.1 นี่คือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า แม้ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนจะต้องมาจากการกู้ยืม รัฐบาลก็ยังมีพื้นที่ในการกู้ลดลง การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ความคาดหวังของพี่น้องที่หาดใหญ่ที่จะมีการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ไม่ปรากฏอยู่ในงบประมาณที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานในระยะยาว

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มมาอีก 400,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการลงทุน แต่กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุนที่แท้จริง อีกทั้งยังไม่เห็นโครงการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) ที่มีความคืบหน้า นอกจากการพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่าอย่างโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 1 ล้านล้านบาท สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศและงบประมาณของเราติดกับดักเช่นนี้ และจะติดลบเช่นนี้ต่อไป หากไม่มีการสะสางปัญหาใหญ่คือมีงบประมาณที่บานปลายอยู่ตลอดเวลาหรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังรอการสะสางอย่างจริงจัง

ความท้าทายของงบประมาณบุคลากรภาครัฐและสวัสดิการ

ในการพิจารณารายจ่ายบุคลากร นายอภิสิทธิ์ได้ยกตัวอย่างรายการใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรที่รัฐบาลยังไม่ยอมเผชิญความเป็นจริง ได้แก่ ยอดเงินบำเหน็จบำนาญที่ตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะช่วงปีที่ผ่านมามีการจ่ายเกิน 390,000 ล้านบาทไปแล้ว นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิมที่ 94,200 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมามียอดใช้จริงทะลุ 100,000 ล้านบาทไปแล้ว และงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปีนี้ก็ต้องเพิ่มไปเป็นกว่า 214,000 ล้านบาท ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าก็ยังไม่เพียงพอ

เขาตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขอย่างไร และทิศทางในเรื่องของบุคลากรภาครัฐคืออะไร รัฐบาลมีนโยบายอย่างไรในการจัดการกับประเด็นการเกษียณอายุที่สูงขึ้น หรือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา รัฐบาลจะสะสางเรื่องการรับคนเข้าทำงาน และที่สำคัญคือสิทธิประโยชน์ที่หากไม่มีการปรับเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุดสำหรับคนที่เข้ามาใหม่ เช่น ระบบบำเหน็จบำนาญและระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล ควรจะเป็นอย่างไรที่ไม่ให้เงินทั้งหมดมาจมอยู่แค่ตรงนี้

วิกฤตหนี้สาธารณะที่กำลังคุกคาม

นายอภิสิทธิ์กล่าวเตือนว่าจากประเด็นรายจ่ายที่แทบไม่มีช่องว่างให้มีการลงทุนใหม่แล้ว และจากการจัดเก็บรายได้ที่ยังต่ำขนาดนี้ หนี้สาธารณะของประเทศแม้รัฐบาลอาจจะบอกว่ายังไม่ชนเพดานที่ร้อยละ 66.4 แต่หากสภาอนุญาตให้กู้ 400,000 ล้านบาทเต็มจำนวน หนี้สาธารณะก็จะไปถึงประมาณร้อยละ 70 และหากรวมรายการตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลไปใช้หน่วยงานต่างๆ เช่น ธกส. ออกเงินไปก่อน แล้วต้องใช้หนี้คืน ซึ่งขณะนี้มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้วันนี้หนี้สาธารณะจะทะลุร้อยละ 70 ไปแล้ว

และหากมองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โอกาสที่จะไม่ให้หนี้สาธารณะทะลุร้อยละ 70 แม้ตามคำจำกัดความที่รัฐบาลใช้อยู่ในปัจจุบัน รัฐบาลจะต้องสามารถทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละร้อยละ 4 ซึ่งเราไม่ได้เห็นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว นั่นหมายความว่าในที่สุดหนี้สาธารณะไม่ใช่แค่ทะลุเพดานร้อยละ 70 เท่านั้น แต่มีโอกาสวิ่งเข้าไปถึงร้อยละ 80-90 ภายใน 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า

การจัดสรรงบประมาณรายกระทรวงและการขาดวิสัยทัศน์เทคโนโลยี

นายอภิสิทธิ์ระบุว่านี่คือจุดที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มองไม่เห็นอนาคต หากรัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ เพื่อทำให้งบประมาณนั้นกลับมามีพื้นที่สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศได้ การจัดสรรงบประมาณในปีนี้ยังพบว่ากระทรวง ทบวง กรมส่วนใหญ่ต้องได้รับเงินลดลง ซึ่งอาจเป็นครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ หากถามว่ามีการลงทุนอะไรที่เพิ่มขึ้นที่ชัดเจน คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในระบบคลาวด์ แม้จะยอมรับในความจำเป็นของระบบดังกล่าว แต่นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า งบของกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ยังไม่สามารถทำให้มองเห็นถึงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ได้อย่างแท้จริงอย่างไร เขามองว่าเป็นงบประมาณที่วิ่งตามกระแสและเป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยสามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณอีกหลายส่วนที่ถูกละเลย เช่น การลงทุนในทุนมนุษย์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาของท้องถิ่นที่ยังไม่ได้รับงบประมาณอย่างที่ควรจะได้รับ ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภายใต้โครงสร้างงบประมาณเช่นนี้ ประเทศจะสร้างอนาคตได้อย่างไร

ความแตกต่างระหว่างคำแถลงและความเป็นจริงของงบประมาณ

นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่ารัฐบาลอาจตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้ โดยในคำแถลงและเอกสารงบประมาณโดยสังเขป รัฐบาลดูเหมือนจะรู้หลักการที่ว่าจำเป็นต้องทำต้องใช้ มีการพูดถึงหลักการ "5 ทิศ" ได้แก่ ตรงเป้า โปร่งใส ผ่านวิกฤต สร้างการเปลี่ยนผ่าน ระดมความร่วมมือ และในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปยังเขียนถึงการทำงบประมาณแบบแม่นยำตรงเป้าหมาย แก่การแก้ไขปัญหาของประเทศ และการทำงบประมาณแบบฐานข้อมูล อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเมื่อพิจารณาเนื้อหาของงบประมาณฉบับนี้อย่างแท้จริง กลับไม่เห็นทั้งหลักการ "5 ทิศ" ไม่เห็นการตั้งงบประมาณแบบพุ่งเป้า และไม่เห็นงบประมาณที่เป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริงเลย

ในท้ายที่สุด นายอภิสิทธิ์ได้สรุปว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์แล้วไม่เห็นอนาคตจากงบประมาณฉบับนี้ และได้กล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากพรรครัฐบาลที่อภิปรายเมื่อสักครู่ ที่ได้ให้คำจำกัดความที่ชัดเจนว่างบประมาณฉบับนี้คือ "งบหาเช้ากินค่ำ" ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการคลังของประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤตและจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน.

แท็กที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'การดี' ซัดงบปี 70 ไร้อนาคต หวั่นไทยตกขบวน AI-เศรษฐกิจดิจิทัล
'การดี' ซัดงบปี 70 ไร้อนาคต หวั่นไทยตกขบวน AI-เศรษฐกิจดิจิทัล