มธ.จัดเวทีสัมมนา '2 ปีคดีฮั้ว สว.' กกต. ไร้ความคืบหน้าเอาผิดผู้ทุจริตเลือก สว. "ไอติม-พริษฐ์" หวั่นการ 'ฮั้วกันทั้งกระดาน' ซ้ำรอยระบอบสีน้ำเงิน ทำลายความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม-องค์กรอิสระอย่างสิ้นเชิง.
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเวทีสัมมนา “2 ปีคดีฮั้วสว.ไปถึงไหน” โดยมีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมด้วย เพื่อติดตามความคืบหน้าและปัญหาข้อกฎหมาย กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตและสมคบคิดกัน ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าในการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล: กกต.ทำผิดปกติ ไร้การตรวจสอบ ซ้ำยังผิดหลัก “ประกาศก่อนสอยทีหลัง”
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงความผิดปกติในการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อ 2 ปีก่อน โดยชี้ว่าแม้ กกต.จะประกาศผลการเลือก สว.ไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่า “ประกาศก่อนสอยทีหลัง” แต่จนถึงวันนี้ครบ 2 ปีเต็ม กลับยังไม่มีผู้สมัคร สว.แม้แต่รายเดียวถูกส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ส่งผลให้ สว.สำรอง 100 คน ซึ่งมีสิทธิ์ได้เลื่อนขึ้นมาต้องเสียโอกาส และระบบที่ออกแบบไว้ก็ไม่ถูกนำมาใช้งาน
นายปริญญาเน้นย้ำว่า กกต.กระทำผิดปกติอย่างน่าประหลาดใจ เพราะตามมาตรา 42 วรรค 2 ของ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. กกต.มีหน้าที่ต้องเห็นว่าการเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจึงจะประกาศผลได้ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่ามีเรื่องของ “โพย” และเจ้าหน้าที่ กกต.เองก็เป็นผู้เดินเก็บโพย ซึ่งขัดต่อหลักการดังกล่าว ปัญหาเชิงระบบที่สำคัญคือ หาก กกต.ไม่ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา ก็จะไม่มีใครสามารถส่งเรื่องได้ ซึ่งต่างจากคดีอาญาทั่วไปที่ผู้เสียหายสามารถฟ้องเองได้ นายปริญญาจึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้เสียหาย เช่น สว.สำรอง สามารถฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้ หาก กกต.ไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด
เขายังกล่าวเตือน กกต.ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก สว.มีบทบาทในการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. และองค์กรอิสระอื่นๆ หากการได้มาของ สว.ไม่ชอบธรรม ย่อมส่งผลกระทบต่อความเที่ยงธรรมของระบบตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศทั้งหมด นอกจากนี้ นายปริญญายังได้ชี้แจงถึงข้อโต้แย้งของ กกต.กรณีการนำ “โพย” เข้าไปในสถานที่เลือก ซึ่ง กกต.อ้างคำพิพากษาศาลว่าไม่มีกฎหมายห้ามโดยตรง โดยนายปริญญาชี้ว่าแม้การนำโพยเข้าจะไม่ผิดกฎหมายอาญาโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเลือก สว. และ กกต.ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 ที่มีมาตรฐานสูงกว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กล่าวคือแค่ “มิชอบด้วยหน้าที่” โดยไม่ต้องมีเจตนาพิเศษก็ถือเป็นความผิดแล้ว และหากมีการทุจริต โทษอาจถึงขั้นมาตรา 149 ซึ่งรุนแรงมาก และทิ้งท้ายว่าการที่ กกต.เคยส่งศาลฎีกาเอาผิดผู้สมัครที่ชลบุรีแค่ข้อความ "จับคู่กันนะคะ" แต่กลับไม่ดำเนินการกับเรื่องโพยที่ชัดเจนกว่านั้น ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใส

เทวฤทธิ์ มณีฉาย: ระบบเลือก สว.ผิดตั้งแต่แรก ความชอบธรรมต่ำ ซ้ำ สว.ยังเลือกคนของตนคุมองค์กรอิสระ
นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวยอมรับว่าโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการมี สว. แต่ได้ลงสมัครในนามแคมเปญ Synit 67 เพื่อรณรงค์ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขาวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเลือก สว.ที่ “ผู้เลือกกับผู้ถูกเลือกเป็นคนคนเดียวกัน” ทำให้เกิดปัญหาและต้องใช้ “ภาษาดอกไม้” หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์กันเองระหว่างผู้สมัครเพื่อหวังคะแนน
นายเทวฤทธิ์เล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า การที่ตนเองมีคู่แข่งในกลุ่มอาชีพเพียงคนเดียวในจังหวัดสมุทรสงคราม ทำให้สามารถเข้ารอบระดับประเทศได้ง่ายเพียงแค่มีคะแนนเดียว ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงระบบและความชอบธรรมที่ต่ำของวุฒิสภา เขายังวิจารณ์ กกต.ที่ออกระเบียบการแนะนำตัวที่จำกัดมาก ซึ่งตนเองและกลุ่มอาจารย์ภณัฐได้ยื่นฟ้องศาลปกครองจนนำไปสู่การผ่อนปรนบางส่วน นายเทวฤทธิ์ยืนยันว่าการที่ผู้สมัครมาพูดคุยกันไม่ใช่เรื่องผิดโดยธรรมชาติของระบบ แต่การทุจริต การจ้าง การข่มขู่ต่างหากคือปัญหาที่ผิดกฎหมายตามมาตรา 77 ของ พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง สว.
นายเทวฤทธิ์นี้ชี้ว่า สว.มีอำนาจสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งติดเงื่อนไขมาตรา 256 ที่ต้องใช้เสียง 1 ใน 3 ของ สว. นอกจากนี้ อำนาจที่สำคัญที่สุดคือการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมา สว.ชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน คตง. 5 ใน 7 คน และผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ใน 3 คน เขายังยกตัวอย่างการปัดตกผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เช่น อาจารย์ศิริพรรณ นกสวนสวัสดี โดยมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง เขามองว่าหาก สว.ที่ได้มาโดยมิชอบ ไปแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ ก็จะทำให้องค์กรอิสระเหล่านั้นถูกเคลือบแคลงสงสัยไปด้วย
นายเทวฤทธิ์ยืนยันว่า สว.บางส่วนรับรู้ถึงปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยยกตัวอย่างคณะกรรมาธิการสอบประวัติ ป.ป.ช. ที่มีการลาออกเพื่อป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือ “กติกาที่ออกแบบมา” ซึ่งไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนจริง ๆ และทำให้ สว.ไม่มีความจำเป็นในการดำรงอยู่ และมองว่า สว.ในปัจจุบันไม่ได้มีคุณภาพเหนือกว่า สส. ดังนั้น หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นเรื่อง สว.ควรเป็นใจกลางสำคัญว่าจะมีอยู่หรือไม่

สมชัย ศรีสุทธิยากร: กกต.คือจำเลยสำคัญ ชี้หาก สว.ผิดต้องคืนเงินนับล้านบาท คดีนี้ “ส่งเท่าไหร่ก็ผิดเท่านั้น 100%”
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงบทบาทของ สว.ปัจจุบันว่าไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ทั้งความหลากหลาย ความเป็นกลางทางการเมือง และความเป็นอิสระ เขามองว่า กกต.เป็นจำเลยสำคัญในหลายเรื่อง ตั้งแต่การออกแบบใบสมัครที่หละหลวม ทำให้เกิดการสวมรอยกลุ่มอาชีพ เช่น อสม.แห่สมัครจำนวนมาก ทำให้แพทย์พยาบาลไม่มีโอกาสสมัครได้ เขายังชี้ว่า กกต. “ไม่เอ๊ะ” หรือไม่สงสัยตั้งแต่เห็นความผิดปกติ เช่น การรวมกลุ่มกันตามโรงแรม หรือการออกค่าเดินทางของผู้สมัคร ซึ่งล้วนแต่ผิดกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น
นายสมชัยอธิบายกระบวนการตรวจสอบคดีนี้ว่า ในช่วงแรกมีการตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ที่ทำงานอย่างจริงจัง 4 เดือน มีเอกสารกว่า 80,000 หน้า และมีมติให้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย (ในจำนวนนี้เป็น สว. 138 คน) อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 กลับใช้เวลาเพียง 5 เดือน ประชุมไม่กี่ครั้ง และมีมติยกคำร้องทั้งหมด 229 คน ซึ่งนายสมชัยมองว่าผลการวินิจฉัยของชุดที่ 36 เป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง และย้ำว่าการตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับ กกต. 7 คน ซึ่งไม่สามารถอ้างลูกน้องได้ หากมีการตัดสินใจที่ผิดพลาด กรรมการ กกต.ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ตัดสินใจเอง
นายสมชัยเตือนว่าความล่าช้าของ กกต.สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมหาศาล และหาก สว.ที่ถูกร้องถูกศาลตัดสินว่าผิด จะต้องพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันแรกที่เป็น สว. และต้องคืนสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าผู้ช่วย ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเดินทาง ซึ่งอาจเป็นเงินหลายล้านบาทต่อคน และ สว.สำรองก็เสียโอกาสที่จะได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านั้นด้วย
ท้ายเวที นายสมชัยยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. เพราะมีการระบุข้อยกเว้นไว้ชัดเจน และชี้จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาสองคดีล่าสุด (คดีที่ชลบุรีและฉะเชิงเทรา) ว่า การแลกคะแนนเสียงถือเป็นผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย และการจ้างคนมาลงสมัครเพื่อเทคะแนนก็ผิดกฎหมายเช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าหากคดีฮั้ว สว. ไปถึงศาลฎีกา โอกาสที่จะผิดมีสูงมาก
นายสมชัยกล่าวทิ้งท้ายเตือน กกต.ว่า “ส่งเท่าไหร่ก็ผิดเท่านั้น 100%” และการไม่ส่งเรื่องให้ศาลไม่ได้หมายความว่า กกต.จะพ้นผิด หากมีการเลือกปฏิบัติในการส่งเรื่องฟ้องศาล กกต.จะถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน

พริษฐ์ วัชรสินธุ: ‘โกง สว.’ เรื่องระดับประเทศ สังคมหวั่น ‘ฮั้วกันทั้งกระดาน’ ซ้ำรอยระบอบสีน้ำเงิน
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เน้นย้ำถึงความสำคัญเร่งด่วนของคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ กกต.จะมีการชี้ขาดภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เขาวิจารณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ระบุว่าเรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจจากประชาชน และไม่ใช่เรื่องด่วน โดยนายพริษฐ์เชื่อว่าคำว่า “โกง สว.” เหมาะสมกว่า “ฮั้ว สว.” เนื่องจากมีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงขบวนการจัดตั้ง การใช้เงินจ้างคนมาสมัคร การซื้อเสียง และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระดับประเทศอย่างชัดเจน
นายพริษฐ์ได้นำเสนอหลักฐานจากคลิปเสียงในจังหวัดนครพนม ที่มีการเสนอผลประโยชน์ (เบี้ยเลี้ยง 6 หลัก, ค่าเครื่องบิน, โรงแรม, ตำแหน่งผู้ช่วย) เพื่อให้ผู้สมัครมาร่วมขบวนการ และยังกล่าวถึงหลักฐานอื่นๆ จากหลายจังหวัด เช่น การโอนเงินในหนองบัวลำภู การนัดหมายตามโรงแรมในอยุธยา หรือการขอให้ผู้สมัครเซ็นใบลาออกล่วงหน้าในสุโขทัยและสุพรรณบุรี รวมถึงการที่ทีมงานของนักการเมืองเข้ามากำชับว่าจะต้องชี้แจงกับ DSI และ กกต. อย่างไร เขาเชื่อว่าหน่วยงานตรวจสอบมีหลักฐานที่หนักแน่นกว่าที่ประชาชนเข้าถึงได้มากนัก
นายพริษฐ์แสดงความกังวลต่อการทำหน้าที่ของ กกต. โดยเฉพาะเมื่อ 4 ใน 7 ของกรรมการ กกต. ได้รับการรับรองจาก สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดี และยิ่งไปกว่านั้นคือมติของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ที่ยกคำร้องผู้กระทำผิดทั้งหมด ซึ่งค้านสายตาสังคม เขายังตั้งข้อสังเกตต่อ DSI ที่เคยด่วนสรุปสำนวนฟ้องเพียง 8 คน ก่อนยุบสภา และปัจจุบันดูเหมือนจะ “ปล่อยเกียร์ว่าง” รอมติของ กกต. ก่อนดำเนินการต่อ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะมีการ “ฮั้วการตรวจสอบ” ระหว่าง กกต. DSI และฝ่ายการเมืองหรือไม่ เพื่อปกป้อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ให้มีความผิด
นายพริษฐ์เตือนว่า หากคดีนี้ไม่ถึงศาล จะสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าการ “ฮั้วกันทั้งกระดาน” สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ และจะบั่นทอนกลไกการตรวจสอบต่างๆ ในอนาคต ทำให้กระบวนการยุติธรรม “ดำสนิท” เขาเรียกร้องให้สังคมร่วมกันจับตาการทำงานของ กกต. และ DSI อย่างใกล้ชิด และเตือนว่าไม่ควรมีการ “สังเวย” สว. เพียงบางคน เพื่อปกป้องนักการเมืองที่มีอำนาจสูงกว่าที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ โดยเปรียบเป็น “50 เฉดสีน้ำเงิน” คือสีอ่อนอาจถูกสังเวย แต่สีเข้มจะได้รับการปกป้อง และหวังว่าหน่วยงานตรวจสอบจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม




