'ธีระชาติ' เปิดใจหลังโดนฟ้องคดีแชร์โพสต์วิจารณ์ TH-AI Passport ตั้งข้อสังเกตโดนสอยคนเดียวทั้งที่ยอดแชร์เพียบ พร้อมแฉพิรุธใหม่ 2 ผู้ทรงคุณวุฒิไขก๊อกวันอนุมัติโครงการ
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สืบเนื่องจากกรณีที่ นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านและทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน ถูกบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาในโครงการ TH-AI Passport ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ล่าสุด นายธีระชาติได้เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News โดยระบุว่า การวิพากษ์วิจารณ์โครงการดังกล่าว เป็นการดำเนินงานในฐานะประชาชน และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ทั้งนี้ ตนไม่สามารถยืนยันได้ว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เข้าข่ายการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือไม่ แต่เชื่อว่าสังคมจะสามารถพิจารณาและให้คำตอบได้เองว่า การดำเนินคดีในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
นายธีระชาติ ระบุถึงสาเหตุของการถูกดำเนินคดีว่า เกิดจากการกดแชร์โพสต์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ซึ่งประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ โพสต์นั้นมียอดแชร์มากกว่า 375 ครั้ง แต่เท่าที่รู้คือมีตนเพียงคนเดียวถูกยื่นฟ้อง นอกจากนี้ ในคำฟ้องยังมีการอ้างอิงถึงข้อความในส่วนความคิดเห็น (Comment) ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ เป็นเพียงแค่การแชร์บทความเท่านั้น
“ถ้าพูดตรงๆ ผมคาดการณ์ไว้บ้าง ไม่ได้กังวลอะไร บ้านเราทำเหมือนการฟ้องเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่เราต้องตั้งคำถามว่าฟ้องแบบนี้ปกติไหม หรือฟ้องแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ผมคิดว่าคนที่ต้องลุกออกมาช่วยกันพูดก็คือทุกคน ถ้าสมมุติมีคนออกมาพูดและมีคนถูกสอยไปเรื่อยๆ คุณคิดว่าโครงการนี้ปกติหรือไม่ แต่ถ้าสังคมไม่ยอม ก็ต้องช่วยกันพูด” นายธีระชาติกล่าว

-1-
นายธีระชาติ ระบุด้วยว่า การออกมาพูดถึงโครงการดังกล่าวส่งผลให้มีการทบทวนสัญญา นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลใหม่จากการประชุมในวันนี้ พบว่า ปกติแล้วเงินกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) ที่อนุมัติให้หน่วยงานอื่น หากมีการแก้ไขสัญญาจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบและติดตาม แต่เมื่อเป็นการอนุมัติเงินให้หน่วยงานตนเอง กลับไม่มีกระบวนการตรวจสอบในส่วนนี้ สิ่งนี้สะท้อนว่ายิ่งตรวจสอบก็ยิ่งพบข้อสังเกตในโครงการนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
นายธีระชาติ เน้นย้ำว่า สังคมไม่ควรถูกเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ประเด็นหลักที่ต้องให้ความสำคัญคือ เหตุใดโครงการนี้จึงขาดความสมเหตุสมผล โดยมีข้อมูลใหม่เพิ่มอีกว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน คือ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิช จาก TDRI ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมและได้ลาออกในวันที่โครงการผ่านการอนุมัติ กรณีดังกล่าว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงข้อผิดปกติของโครงการอย่างชัดเจน เพราะนอกจากจะไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ในมิติด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญหลักก็ไม่อยู่ในกระบวนการ
“วันนี้ตรวจสอบได้น้อยเพราะเอกสารที่เขาส่งมาให้น้อย เราขอใบข้อเสนอ 3 เจ้า ส่งมาเจ้าเดียว ใบตัวแทน AI 8 ยี่ห้อก็ไม่มี แต่ขนาดเอกสารน้อยเรายังพบข้อพิรุธเต็มไปหมด” นายธีระชาติกล่าว
ทั้งนี้ นายธีระชาติ ได้เน้นย้ำว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควรออกมาชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ด้วยตนเอง เพราะการหลับตาข้างหนึ่งแล้วเดินหน้าโครงการต่อ อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ยิ่งไปกว่านั้น ตามหลักการแล้ว ควรมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในเพื่อหาข้อเท็จจริงว่า เกิดปัญหาในลักษณะดังกล่าวขึ้นได้อย่างไร และควรมีแนวทางแก้ไขอย่างไร การเพิกเฉยแล้วยังคงเดินหน้าโครงการต่อไปถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก นอกจากนี้ การแก้ไขสัญญาในโครงการ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับในตัวอยู่แล้วว่า สัญญาฉบับเดิมนั้นมีปัญหา




