News Logo
หน้าแรก
53 ชาติประชุม ‘เลิกพึ่งพาฟอสซิล’ หลัง COP ถูกล็อบบี้น้ำมันปิดปาก 30 ปี

53 ชาติประชุม ‘เลิกพึ่งพาฟอสซิล’ หลัง COP ถูกล็อบบี้น้ำมันปิดปาก 30 ปี

26 เม.ย. 2569 15:24
ผู้ชม 48 คน

53 ชาติเปิดเวทีใหม่ หาทาง ‘เลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล’ หลัง COP ติดล็อบบี้น้ำมันซ้ำซาก ทำเป้าหมายไม่เดินหน้า

53 ประเทศและสหภาพยุโรปจัดการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกของโลก ที่เมืองซานตา มาร์ตา ประเทศโคลอมเบีย ระหว่างวันที่ 24-29 เมษายน 2569 โดยเป็นเวทีความร่วมมือรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นหลังความพยายามผลักดันประเด็น “เลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล” ในการประชุม COP ของสหประชาชาติถูกขัดขวางต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ

มากกว่า 50 ชาติเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ตั้งแต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างออสเตรเลีย นอร์เวย์ บราซิล ไนจีเรีย และเม็กซิโก ไปจนถึงเกาะเล็กที่เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศอย่างฟิจิ ตูวาลู และมัลดีฟส์ รวมถึงสหภาพยุโรปด้วย อีกทั้งยังมีองค์กรกว่า 2,608 แห่งลงทะเบียนเข้าร่วม โดยเกือบ 41% มาจากละตินอเมริกาและแคริบเบียน แต่ที่น่าสังเกตคือ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน และกลุ่มประเทศน้ำมัน Gulf เช่น ซาอุดีอาระเบีย และ UAE ไม่ได้เข้าร่วม

จุดเริ่มต้นของเวทีนี้ย้อนกลับไปที่การประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่เมืองเบเลม ประเทศบราซิล ซึ่งกว่า 80 ประเทศพยายามผลักดันแผน “เส้นทางออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” แต่ Climate Reality Project รายงานว่า กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันใช้กลไกฉันทามติ “วีโต้” ข้อเสนอดังกล่าว 

โดย วีโต้ ในบริบทการเจรจา COP หมายถึงการที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง “ไม่เห็นด้วย” จนทำให้ข้อเสนอไม่สามารถผ่านได้ เพราะการตัดสินใจต้องอาศัยความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์จากทุกฝ่าย ส่งผลให้เอกสารสรุปการประชุมไม่มีการกล่าวถึงเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่นเดียวกับ COP29 ที่อาเซอร์ไบจาน ซึ่ง Council on Foreign Relations ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียปฏิเสธข้อความที่กำหนดเป้าหมายเฉพาะภาคส่วน รวมถึงฟอสซิล

การประชุมที่ซานตา มาร์ตาครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็นเวทีขนาดเล็ก ไม่มีการเจรจาทางการ แต่ประกอบด้วยการประชุมวิชาการ เวทีภาคประชาชน และการหารือระดับรัฐมนตรี 2 วัน โดยจำกัดการเข้าร่วมของภาคเอกชนเฉพาะผู้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่าน แตกต่างจาก COP29 ที่ Global Witness รายงานว่ามีล็อบบี้ยิสต์อุตสาหกรรมฟอสซิลถึง 1,773 คน มากกว่าผู้แทนจาก 10 ประเทศเปราะบางรวมกัน

เวทีนี้ถูกนิยามให้เป็น พื้นที่ปลอดภัย สำหรับประเทศที่ต้องการเดินหน้าเรื่องเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง ที่จะไม่ถูกขัดขวางโดยประเทศที่ไม่เห็นด้วย และเปิดให้กลุ่มประเทศที่ พร้อมทำ มาร่วมกันกำหนดทิศทาง โดยแนวคิด “Coalition of the willing” คือการรวมตัวของประเทศที่สมัครใจร่วมมือกันโดยไม่ต้องรอให้ทุกประเทศในโลกเห็นพ้องกันก่อน

จากนั้นจึงพัฒนานโยบายบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปใช้จริง ขณะที่ European Parliament Think Tank ระบุว่า ความร่วมมือรูปแบบนี้ ซึ่งไม่ต้องรอฉันทามติจากทุกฝ่ายในกรอบ UNFCCC กำลังมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยให้การแก้ปัญหาเดินหน้าได้เร็วกว่าเวทีใหญ่ที่ต้องรอทุกประเทศเห็นตรงกัน

3 เสาหลักสำคัญของการประชุม

เสาที่ 1 การเอาชนะการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ เสาแรกมุ่งเน้นการเอาชนะการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลทางเศรษฐกิจ ซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศในโลกใต้ที่แบกรับหนี้สูง ต้นทุนเงินทุนสูง และมีความสามารถจำกัดในการจัดหาเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

เสาที่ 2 การเปลี่ยนแปลงอุปทานและอุปสงค์ ประเด็นที่ถกเถียงมากที่สุดคือการเลิกผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมกับการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil fuel subsidies) และในด้านอุปสงค์ จะพูดถึงการขยายพลังงานหมุนเวียนโดยยังรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน

เสาที่ 3 ความร่วมมือระหว่างประเทศและการทูตด้านสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในประเด็นที่อาจมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมคือกลไก Investor-State Dispute Settlement (ISDS) ซึ่งฝังอยู่ในสนธิสัญญาการค้าและการลงทุนหลายร้อยฉบับ และยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส

ด้าน Stockholm Environment Institute ระบุว่า โลกกำลังผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลเกินกว่าระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียสถึง 120% 

ขณะที่รายงาน Production Gap 2025 ซึ่งจัดทำร่วมกับ Climate Analytics และ International Institute for Sustainable Development ชี้ว่า ภายในปี 2573 แผนการผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินของรัฐบาลทั่วโลกยังคงเกินระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกอย่างมาก โดยปริมาณที่วางแผนไว้สูงกว่าระดับที่เหมาะสมสำหรับเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสถึง 120% และสูงกว่าเส้นทาง 2 องศาเซลเซียส 77% สะท้อนว่าทิศทางพลังงานของหลายประเทศยังคงนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าที่โลกจะรับได้ หากต้องการควบคุมวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้อยู่ในกรอบที่ตั้งไว้

Stockholm Environment Institute ระบุว่า หลายประเทศยังคงเดินหน้าแผนพลังงานที่พึ่งพาฟอสซิลมากขึ้น ขณะที่ International Institute for Sustainable Development ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยนโยบายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับนานาชาติ มองว่า เวทีซานตา มาร์ตาไม่น่าจะออกปฏิญญาใหญ่ แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง โดยผลลัพธ์จะถูกส่งต่อไปยัง COP31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ในเดือนพฤศจิกายน 2569

Center for International Environmental Law ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อราคาพลังงานโลก เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินทำให้เศรษฐกิจเปราะบางต่อวิกฤตภายนอก

ขณะที่ Climate Reality Project ชี้ว่า ประเทศที่เร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียนอย่างสเปนและโปรตุเกส สามารถรักษาต้นทุนไฟฟ้าให้ลดลงหรือทรงตัวได้ในช่วงวิกฤตราคาเชื้อเพลิง ตรงกันข้ามกับประเทศที่ยังพึ่งพาฟอสซิลซึ่งต้องเผชิญต้นทุนพลังงานพุ่งสูง สะท้อนแนวโน้มที่โลกกำลังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “Electrostates” หรือประเทศที่พึ่งพาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นหลัก กับ “Petrostates” หรือประเทศที่ยังพึ่งพารายได้และพลังงานจากฟอสซิล ซึ่งมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากกว่าในระยะยาว

ผู้อำนวยการ Climate Action Network Southeast Asia ระบุว่า ราคาฟอสซิลที่พุ่งสูงทำให้กำไร 50% กระจุกตัวอยู่ในคนรวย 1% ขณะที่คนจน 50% ได้เพียง 1% และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มอธิปไตยพลังงาน

ก่อนการประชุม เครือข่ายภาคประชาสังคม 12 ประเทศในเอเชียได้ออก Kuala Lumpur Declaration on Climate Justice ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เพื่อเสนอข้อเรียกร้องเข้าสู่เวทีนี้ ขณะที่ Earth Insight รายงานว่า พื้นที่ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซทับซ้อนกับป่าเขตร้อนคุณภาพสูงถึง 179 ล้านเฮกตาร์ หรือ 21% ในแอมะซอน คองโก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการประชุมจะถูกส่งต่อเข้าสู่ COP30 Presidency Roadmap และ COP31 รวมถึงการประชุมต่อเนื่องในภูมิภาคแปซิฟิกที่ฟิจิและตูวาลูจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของความร่วมมือ

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดแผลลึก ‘คน-สิ่งแวดล้อม’ เสียหายยาวนาน
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดแผลลึก ‘คน-สิ่งแวดล้อม’ เสียหายยาวนาน