ไทยเสนอให้อาเซียนยกระดับความร่วมมือด้านข้อมูลภูมิอากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อรับมือฝนหนัก น้ำท่วม และภัยธรรมชาติที่อาจกระทบหลายประเทศพร้อมกัน พร้อมเสนอให้พัฒนากลไกการเงินระดับภูมิภาคสำหรับรับมือวิกฤตภูมิอากาศ โดยนำบทเรียนจากความร่วมมือทางการเงินของอาเซียนในอดีตมาเป็นต้นแบบ
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เสนอแนวคิดดังกล่าวระหว่างการเสวนา Financing a Resilient Green Economy ซึ่งกระทรวงการคลังจัดขึ้นในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยมองว่า อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาความร่วมมือด้านการเงินและการจัดการความเสี่ยง เพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น
ดร.สันติธารอธิบายว่า ในอดีตประเทศในเอเชียเคยร่วมกันสร้างกลไกรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน ผ่านมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ซึ่งอาศัยความร่วมมือในการระดมทรัพยากร การแลกเปลี่ยนข้อมูล และระบบเฝ้าระวังความเสี่ยงทางเศรษฐกิจล่วงหน้า จึงเสนอให้นำแนวคิดลักษณะเดียวกันมาประยุกต์ใช้กับวิกฤตภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อภูมิภาค
ข้อเสนอแรกคือการเชื่อมโยงข้อมูลภูมิอากาศระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาแบบจำลองภูมิอากาศ และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติร่วมกันได้มากขึ้น แทนการพึ่งพาข้อมูลและการประเมินสถานการณ์จากภายในประเทศเพียงอย่างเดียว
แนวทางดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการรับมือน้ำท่วมโดยตรง เนื่องจากฝนตกหนัก พายุ และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในพื้นที่ต้นน้ำอาจส่งผลต่อพื้นที่ปลายน้ำในอีกประเทศหนึ่ง การมีข้อมูลจากประเทศเพื่อนบ้านประกอบการคาดการณ์จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ได้ครอบคลุมขึ้น ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การเตรียมรับมือพื้นที่เสี่ยง และการแจ้งเตือนประชาชนก่อนเกิดภัยพิบัติ
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือด้านข้อมูลมีความสำคัญต่อพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำระหว่างประเทศ โดยเฉพาะลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีประเทศต้นน้ำและปลายน้ำหลายแห่งใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน การคาดการณ์ฝนและสถานการณ์น้ำจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลในเขตประเทศไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของนายสันติธารยังไม่ได้ระบุว่าจะใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลใด หรือครอบคลุมลุ่มน้ำใดเป็นพิเศษ
ปัจจุบันอาเซียนมีหน่วยงานด้านภัยพิบัติระดับภูมิภาคอยู่แล้ว ได้แก่ ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการจัดการภัยพิบัติ (AHA Centre) ซึ่งใช้ระบบติดตามและตอบสนองต่อภัยพิบัติ (Disaster Monitoring and Response System: DMRS) สำหรับรวบรวมและติดตามข้อมูลภัยธรรมชาติ รวมถึงข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อสนับสนุนการประเมินสถานการณ์และประสานความช่วยเหลือระหว่างประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ ยังมี ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ทำหน้าที่ติดตามและคาดการณ์สภาพอากาศและภูมิอากาศระดับภูมิภาค รวมถึงเฝ้าระวังไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน โดยข้อมูลจากศูนย์ดังกล่าวสนับสนุนหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาของประเทศสมาชิก ขณะที่การประกาศเตือนภัยในแต่ละประเทศยังเป็นหน้าที่ของหน่วยงานระดับชาติ
อาเซียนยังมี แผนงานว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2569-2573 (AADMER Work Programme 2026-2030) ซึ่งกำหนดให้การประเมินความเสี่ยง การติดตามสถานการณ์ และการเตือนภัยล่วงหน้าเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ โดยมุ่งพัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูล การประเมินความเสี่ยงจากภูมิอากาศ และระบบเตือนภัยหลายประเภทให้สามารถทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่การตรวจจับภัยจนถึงการสื่อสารกับประชาชน
ข้อเสนอของไทยเป็นการผลักดันให้ความร่วมมือที่มีอยู่ขยายไปสู่การพัฒนาแบบจำลองภูมิอากาศ การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการระดมทรัพยากรอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยนายสันติธารยังเสนอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาการรวบรวมเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และบุคลากรจากหลายฝ่าย รวมถึงการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับช่วงเวลาการผลักดันความร่วมมือ ดร.สันติธารกล่าวถึงการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของ สิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 ว่าเป็นโอกาสในการสานต่อความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเสนอให้ทั้งสองประเทศพิจารณาประเด็นด้านระบบข้อมูล การเตือนภัย และกลไกทางการเงินสำหรับรับมือความเสี่ยงภูมิอากาศร่วมกันอย่างต่อเนื่อง




