News Logo
หน้าแรก
คลังเล็งลดอุ้มราคาน้ำมัน หันช่วยตรงกลุ่ม ดันครัวเรือนผลิตไฟฟ้าเอง

คลังเล็งลดอุ้มราคาน้ำมัน หันช่วยตรงกลุ่ม ดันครัวเรือนผลิตไฟฟ้าเอง

16 ต.ค. 2569 20:25
ผู้ชม 17 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

รัฐบาลเตรียมปรับแนวทางรับมือราคาพลังงานแพง จากการใช้งบประมาณอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงเป็นการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจเฉพาะกลุ่ม พร้อมผลักดันมาตรการภาษีติดตั้งโซลาร์เซลล์ และลดข้อจำกัดการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า หวังเปิดทางให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่ปัจจุบันมีมูลค่าสุทธิเกือบ 10% ของ GDP

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างการเสวนา Financing a Resilient Green Economy ซึ่งกระทรวงการคลังจัดขึ้นภายในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ที่กรุงเทพฯ ว่า รัฐบาลกำลังปรับแนวทางบริหารเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยมองว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว

ดร.สันติธารระบุว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานสุทธิคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และพลังงานจำนวนมากมีความเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตในตะวันออกกลาง ทำให้เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ประเทศไทยต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งในภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน

ที่ผ่านมา เมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงาน รัฐบาลมักใช้มาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงเพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่แนวทางดังกล่าวทำให้ภาระทางการคลังมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันโลก หากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน รัฐบาลก็ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

กระทรวงการคลังจึงมุ่งปรับจากการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงในวงกว้าง ไปสู่ การให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การใช้งบประมาณตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่ภาระการคลังจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลกทุกครั้งที่เกิดความผันผวน

อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจะปรับลดหรือยกเลิกมาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงรายการใด รวมถึงยังไม่มีการเปิดเผยกรอบเวลา วงเงิน หรือเงื่อนไขสำหรับผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือ โดยแนวทางที่กล่าวถึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับนโยบายการคลังเพื่อรองรับความผันผวนด้านพลังงานในระยะยาว

นอกจากการปรับวิธีช่วยเหลือประชาชนแล้ว รัฐบาลยังผลักดันมาตรการสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน โดยดร.สันติธารระบุว่า ได้มีการออกชุดมาตรการด้านพลังงานเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจูงใจให้ประชาชนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงนำเข้า

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมุ่ง ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเพื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการขยายระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากระบบไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดในการรองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยจำนวนมาก

ดร.สันติธารอธิบายว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กจากเดิมที่เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า ให้สามารถเป็นทั้ง ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Prosumer) ได้ในเวลาเดียวกัน โดยประชาชนสามารถผลิตพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของตนเอง และมีบทบาทในระบบพลังงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไขการขายไฟฟ้าส่วนเกินหรืออัตรารับซื้อไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนจากการเสวนาครั้งนี้

สำหรับการรองรับระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับการผลิตพลังงานจากหลายแหล่ง รวมถึงไฟฟ้าที่ผลิตจากครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน

ดร.สันติธารระบุว่า การดำเนินนโยบายพลังงานในระยะต่อไปจะใช้แนวทางหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพ (Stabilize) การเปลี่ยนผ่าน (Transition) และการลงทุน (Invest) โดยการรักษาเสถียรภาพมุ่งลดผลกระทบจากราคาพลังงานต่อประชาชนและงบประมาณรัฐ การเปลี่ยนผ่านเน้นเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ส่วนการลงทุนมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างช่องทางระดมเงินทุนจากภาคเอกชน เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องพึ่งพาเงินงบประมาณของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในโครงการที่ดร.สันติธารยกตัวอย่างคือ โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City Project) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับกลุ่มธนาคารโลก ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) โดยมีเป้าหมายปรับปรุงอาคารและสถานประกอบการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและนิคมอุตสาหกรรม ผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และการพัฒนาระบบจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ดร.สันติธารกล่าวในเวทีว่าโครงการดังกล่าวมีกำหนดลงนามในวันถัดไป

โครงการนี้ยังมีแนวทางนำระบบดิจิทัลมาใช้ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Digital MRV เพื่อรวบรวมข้อมูลการลดการปล่อยคาร์บอนจากแต่ละโครงการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับรอง ก่อนนำผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านเกณฑ์ไปจำหน่ายแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยสร้างรายได้สำหรับสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว และพัฒนาตลาดคาร์บอนของไทยให้สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต

ด้านผู้แทนกลุ่มธนาคารโลกกล่าวระหว่างการเสวนาว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจำเป็นต้องใช้เงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาสามารถช่วยให้โครงการเข้าถึงเงินทุนได้ผ่านการสนับสนุนด้านกฎระเบียบ การค้ำประกันสินเชื่อ และเครื่องมือประกันความเสี่ยง เพื่อดึงดูดนักลงทุนเอกชนเข้าสู่โครงการที่อาจไม่สามารถระดมทุนได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแผนของไทยในการสร้างกลไกเงินทุนระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ดร.สันติธารย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการสร้างความสามารถในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจไม่ควรถูกมองเป็นนโยบายที่แยกจากกัน เพราะการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า การเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้า และการระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลก พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจที่รองรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยเสนออาเซียนเชื่อมข้อมูลเตือนภัยโลกร้อน รับมือน้ำท่วมข้ามพรมแดน
ไทยเสนออาเซียนเชื่อมข้อมูลเตือนภัยโลกร้อน รับมือน้ำท่วมข้ามพรมแดน