รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสูงสุด 5 เท่าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ โดยวีซ่าเข้าครั้งเดียวเพิ่มเป็น 15,000 เยน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยระยะสั้นยังไม่ถูกกระทบจากมาตรการดังกล่าว
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Next News รายงานว่า ญี่ปุ่นเตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติครั้งใหญ่ โดยจะมีผลกับคำขอที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบ 48 ปี ตามรายงานของ The Japan Times ระบุว่า วีซ่าแบบเดินทางเข้าประเทศครั้งเดียวจะปรับจาก 3,000 เยน หรือประมาณ 670 บาท เป็น 15,000 เยน ซึ่งเป็นเงินไทยประมาณ 3,350 บาท ขณะที่วีซ่าแบบเดินทางเข้าออกได้หลายครั้งจะเพิ่มจาก 6,000 เยน (ราว 1,340 บาท) เป็น 30,000 เยน (ราว 6,700 บาท) หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากอัตราเดิม
การตัดสินใจดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยนายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ค่าธรรมเนียมในปัจจุบันไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 2521 และไม่สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของเงินเยนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สำนักข่าว Kyodo News รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศและดินแดนที่ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการพำนักระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ยังต้องยื่นขอวีซ่า เช่น จีน และบางประเทศในเอเชีย อาจได้รับผลกระทบจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นเผชิญทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวและความท้าทายจากปัญหานักท่องเที่ยวหนาแน่นในหลายพื้นที่ หลังการอ่อนค่าของเงินเยนทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศปีละเกือบ 30-36 ล้านคน สร้างรายได้จำนวนมากให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
BBC รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมองว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเข้าเมืองและบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันมีผู้พำนักระยะยาวในญี่ปุ่นราว 4.1 ล้านคน
สำหรับประเทศไทย เว็บไซต์ของ Ministry of Foreign Affairs of Japan ระบุว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ยังคงได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการพำนักระยะสั้นไม่เกิน 15 วัน ดังนั้นนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวระยะสั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีแผนพำนักระยะยาว เดินทางเพื่อธุรกิจ ศึกษาต่อ หรือมีวัตถุประสงค์อื่นที่ต้องยื่นขอวีซ่า จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในอัตราใหม่ที่สูงกว่าเดิมถึง 5 เท่า
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในไทยติดตามมาตรการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางต่างประเทศยอดนิยมของคนไทย แม้มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้นโดยตรง แต่ก็อาจส่งผลต่อกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่ต้องการพำนักในญี่ปุ่นเป็นระยะเวลานาน
รัฐบาลญี่ปุ่นยังชี้ว่าค่าธรรมเนียมใหม่จะทำให้ญี่ปุ่นมีอัตราค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าใกล้เคียงกับประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อื่นมากขึ้น โดยสหรัฐอเมริกามีค่าธรรมเนียมวีซ่าบางประเภทอยู่ที่ประมาณ 185 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าระดับเดิมของญี่ปุ่นอย่างมาก
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหานักท่องเที่ยวหนาแน่นในหลายเมืองสำคัญ รวมถึงความพยายามกระจายนักท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคต่างๆ นอกเหนือจากกรุงโตเกียวและนครเกียวโต ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ประเทศที่ยังต้องยื่นขอวีซ่า โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น อาจได้รับผลกระทบในระยะกลาง หากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
แม้จะมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวระยะสั้นภายใต้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา การเดินทางเข้าญี่ปุ่นยังคงเป็นไปตามเงื่อนไขเดิม ขณะที่ผู้ที่จำเป็นต้องยื่นขอวีซ่าจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหลังมาตรการมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้
อ้างอิง:




