จีนประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทสหรัฐฯ รวม 56 แห่ง พร้อมจำกัดการส่งออกและห้ามหน่วยงานรัฐจัดซื้อสินค้า เพื่อตอบโต้กรณีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัทจีนหลายรายเข้าสู่บัญชีที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 กระทรวงพาณิชย์จีน (MOFCOM) ประกาศเพิ่มบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่งเข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออกสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและทางทหาร ขณะที่กระทรวงการคลังจีนออกมาตรการห้ามหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นจัดซื้อสินค้าจากบริษัทสหรัฐฯ อีก 46 แห่ง โดยมาตรการทั้งสองมีผลบังคับใช้ทันที
กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตอบโต้สิ่งที่จีนเรียกว่าเป็น การกระทำร้ายแรง ของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน เพิ่มชื่อบริษัทจีนจำนวนมากเข้าสู่บัญชี Chinese Military Companies หรือบัญชี 1260H เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ซึ่งรวมถึง Alibaba, Baidu, BYD และบริษัทจีนรายใหญ่อีกหลายแห่ง ส่งผลให้จำนวนบริษัทที่อยู่ในบัญชีดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 188 แห่ง
ตามรายงานของ Nikkei Asia และ Firstpost บริษัทสหรัฐฯ ที่ถูกเพิ่มเข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออกของจีนประกอบด้วยผู้ประกอบการด้านแร่หายาก เช่น MP Materials และ USA Rare Earth รวมถึงบริษัทด้านอากาศยานไร้คนขับและอุตสาหกรรมกลาโหม ได้แก่ Aveox, Oshkosh Defense, Teal Drones และ Red Cat Holdings
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจีนประกาศห้ามหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสหรัฐฯ 46 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทกลาโหมรายใหญ่ เช่น Lockheed Martin, Raytheon Missiles & Defense, Boeing Defense, Space & Security และ Anduril Industries อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยกเว้นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสหรัฐฯ ซึ่งมีการลงทุนและดำเนินการผลิตภายในจีน เพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
มาตรการล่าสุดมีขึ้นท่ามกลางความพยายามของทั้งสองประเทศในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หลังจากการหารือระดับสูงระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการภาษีบางส่วนในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงยังคงดำเนินต่อไป
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า บริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชีมีความเชื่อมโยงกับนโยบายผสานการพัฒนาระหว่างภาคพลเรือนและกองทัพของจีน และอาจมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในด้านปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า ชิป และอากาศยานไร้คนขับ
ด้านจีนมองว่ามาตรการของสหรัฐฯ เป็นการแทรกแซงและกีดกันการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ชอบธรรม โดย South China Morning Post และ Reuters รายงานว่า รัฐบาลจีนระบุว่ามาตรการตอบโต้ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่าการควบคุมการส่งออกที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทด้านแร่หายากมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจีนยังคงครองสัดส่วนการผลิตและการแปรรูปแร่หายากของโลกในระดับสูง แร่ดังกล่าวเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแม่เหล็กถาวรที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอาวุธ อากาศยานไร้คนขับ และเทคโนโลยีขั้นสูงหลายประเภท การจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้อาจส่งผลให้แผนพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศของสหรัฐฯ ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและใช้เวลานานกว่าเดิม
ส่วนการเพิ่มชื่อบริษัทผู้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับเข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก สะท้อนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทางทหารที่เข้มข้นขึ้นระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการลาดตระเวน
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นอีกตอนหนึ่งของมาตรการตอบโต้ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ผ่านยุครัฐบาลโจ ไบเดน และกลับมามีความเข้มข้นอีกครั้งในรัฐบาลทรัมป์สมัยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบัญชีดำบริษัท การควบคุมการส่งออกชิป หรือการจำกัดการค้าด้านแร่หายาก แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีการเจรจาเพื่อลดแรงกดดันทางการค้าเป็นระยะ แต่ประเด็นด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง และไต้หวัน ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญ
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันยังเป็นการแยกตัวทางเศรษฐกิจแบบเฉพาะด้าน โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมกลาโหมและเทคโนโลยีสำคัญ มากกว่าการตัดความสัมพันธ์ทางการค้าโดยรวม อย่างไรก็ตาม มาตรการตอบโต้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอาจเพิ่มความซับซ้อนและต้นทุนให้กับห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อมาตรการล่าสุดของจีน แต่ท่าทีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับแร่หายาก ชิป และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจที่ขยายจากสงครามการค้าไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วโลกยังคงต้องติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง:




