"...หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้สอบผ่านจะไม่มีส่วนร่วมในการทุจริต แต่หากสิทธิในการเข้ารับราชการเกิดขึ้นจากกระบวนการสอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธินั้นย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครอง เพราะกฎหมายถือว่าต้นทางของการได้สิทธินั้นไม่เคยเกิดขึ้นโดยชอบ..."
คดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ที่กำลังปรากฏเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น
อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า หากผู้สอบผ่านได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่ามีการทุจริตหรือมีการแก้ไขคะแนนสอบ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร
คำตอบของคำถามนี้ มีแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว
ศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ อบ.73/2562 และคดีหมายเลขแดงที่ อบ.342/2566 ซึ่งเกิดจากการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุพนักงานส่วนตำบลในจังหวัดมหาสารคาม โดยภายหลังการประกาศผลสอบ มีการตรวจสอบพบว่าคะแนนสอบที่หน่วยงานนำมาใช้ประกาศผล ไม่ตรงกับคะแนนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้จัดสอบและตรวจข้อสอบ ส่งมอบให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบ
การตรวจสอบพบว่า มีผู้ที่ได้รับการประกาศว่าสอบผ่าน ทั้งที่ตามคะแนนจริงสอบไม่ผ่านเกณฑ์ภาค ก และภาค ข ขณะที่บางรายมีการจัดลำดับผู้สอบใหม่ไม่ตรงกับคะแนนที่แท้จริง ส่งผลให้การประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านและการบรรจุแต่งตั้งในเวลาต่อมา ขาดความชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น
หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ คือ นางสาว ก. (สงวนชื่อ-นามสกุล) ผู้สอบได้ลำดับที่ 2 ตามประกาศขององค์การบริหารส่วนตำบลแวงดง และได้รับการบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบล ก่อนจะโอนย้ายไปดำรงตำแหน่งในเทศบาลอีกแห่ง
ต่อมาคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 19 วรรคสอง และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มีมติเพิกถอนการเห็นชอบการบรรจุแต่งตั้งบุคคลที่ได้รับผลจากการประกาศคะแนนที่ไม่ถูกต้อง พร้อมให้หน่วยงานต้นสังกัดออกคำสั่งให้ผู้ที่ได้รับการบรรจุจากผลสอบดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง
ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่า ตนเข้าสอบโดยสุจริต ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่เคยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และเชื่อโดยสุจริตว่าการสอบที่มหาวิทยาลัยดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง อีกทั้งตลอดระยะเวลาที่รับราชการก็ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ จึงเห็นว่าการนำความผิดพลาดของหน่วยงานรัฐมาลงโทษผู้สอบเป็นเรื่องไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดวางหลักกฎหมายที่สำคัญว่า การบรรจุแต่งตั้งข้าราชการจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยผลการสอบแข่งขันที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายเป็นพื้นฐาน หากผลสอบที่นำมาใช้ประกาศเกิดจากข้อมูลคะแนนที่ไม่ถูกต้อง หรือเกิดจากกระบวนการที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การประกาศผลสอบและคำสั่งบรรจุแต่งตั้งที่อาศัยผลสอบดังกล่าว ย่อมเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
@ "คำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง"
ศาลยังอธิบายเพิ่มเติมว่า คำสั่งลักษณะนี้ถือเป็น "คำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง" ซึ่งในทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งนั้นมาตั้งแต่แรก หรือไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น (Void ab initio) ดังนั้น หน่วยงานของรัฐจึงสามารถเพิกถอนคำสั่งได้ แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี และแม้ผู้ได้รับการบรรจุจะได้ปฏิบัติราชการไปแล้วก็ตาม
เมื่อพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยอย่างละเอียดว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานกลางในการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และรับรองผลคะแนนสอบ เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายในการรับรองคะแนนสอบแข่งขันเพื่อบรรจุพนักงานส่วนตำบล
จากพยานหลักฐาน ศาลรับฟังได้ว่า ผลคะแนนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์เก็บรักษาไว้ และยืนยันต่อหน่วยงานของรัฐตามหนังสือราชการ ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 และ 27 มกราคม 2559 เป็นผลคะแนนที่ถูกต้อง โดยผู้ฟ้องคดีได้ 58 คะแนนในภาค ก และ 57 คะแนนในภาค ข ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ที่กำหนดไว้ จึงถือว่า สอบไม่ผ่านตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม เอกสารที่องค์การบริหารส่วนตำบลนำมาใช้ประกาศผลสอบ กลับระบุว่าผู้ฟ้องคดีได้ 61 คะแนนในภาค ก และ 60 คะแนนในภาค ข ทำให้ผ่านเกณฑ์และได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ
ศาลพิจารณาพยานหลักฐานจากการสอบสวนของคณะอนุกรรมการตรวจสอบกระบวนการสอบแข่งขัน พบว่า เอกสารผลคะแนนที่ใช้ประกาศผลสอบ ไม่ใช่เอกสารที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ออกให้จริง เนื่องจากมีความผิดปกติหลายประการ ทั้งลายมือชื่อผู้ส่งมอบเอกสาร จำนวนผู้รับมอบเอกสาร รูปแบบตัวอักษร ตราประทับของมหาวิทยาลัย และแม้แต่การสะกดคำภาษาอังกฤษในตรามหาวิทยาลัย ซึ่งบางฉบับสะกดคำว่า "UNIVERCITY" แทนที่จะเป็น "UNIVERSITY"
ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้ศาลเชื่อว่า เอกสารผลคะแนนที่ใช้ประกาศผลสอบเป็น เอกสารปลอมที่เกิดจากการกระทำโดยทุจริตของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเพิ่มคะแนนให้ผู้ฟ้องคดีผ่านเกณฑ์การสอบ ทั้งที่คะแนนจริงไม่ผ่านเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
เมื่อผลคะแนนที่ใช้ประกาศผลสอบเป็นข้อมูลที่เกิดจากการปลอมแปลง ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบภาค ก และภาค ข รวมถึงประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ จึงเป็น คำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง เพราะอาศัยข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องเป็นฐานในการออกคำสั่ง
@ ไม่เคยมีคำสั่งนั้นเกิดขึ้นเลย" หรือไม่มีผลผูกพันมาตั้งแต่ต้น
ศาลอธิบายหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า คำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดในลักษณะนี้ แม้จะมีการออกคำสั่งจริงและมีผลในทางปฏิบัติ แต่ในทางกฎหมายถือเสมือนว่า "ไม่เคยมีคำสั่งนั้นเกิดขึ้นเลย" หรือไม่มีผลผูกพันมาตั้งแต่ต้น (Void ab initio)
ด้วยเหตุนี้ คำสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีให้เป็นพนักงานส่วนตำบล รวมทั้งคำสั่งรับโอนย้ายไปดำรงตำแหน่งในหน่วยงานอื่น ซึ่งล้วนมีที่มาจากผลสอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงตกเป็นคำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรงตามไปด้วย
ศาลจึงวินิจฉัยว่า หน่วยงานของรัฐมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ทุกเวลา โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการเพิกถอนตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เนื่องจากกฎหมายถือว่าคำสั่งดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่แรก
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ตนเข้าสอบโดยสุจริต ไม่เคยร่วมกระทำการทุจริต เชื่อโดยสุจริตว่าการสอบเป็นไปอย่างถูกต้อง และไม่ควรต้องรับผลจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่นั้น ศาลเห็นว่า แม้ข้ออ้างดังกล่าวจะรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้กระทำการทุจริตด้วยตนเอง แต่เมื่อสิทธิในการเข้ารับราชการเกิดขึ้นจากผลสอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิดังกล่าวย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ท้ายที่สุด ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำพิพากษา ยกฟ้อง และรับรองความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ โดยวางหลักสำคัญว่า "เมื่อการสอบไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น การบรรจุแต่งตั้งที่เกิดขึ้นภายหลังก็ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายตามไปด้วย"
ภายหลังผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษา ยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ส่งผลให้คำสั่งเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งและคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการมีผลใช้บังคับต่อไป
หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ผู้สอบผ่านจะไม่มีส่วนร่วมในการทุจริต แต่หากสิทธิในการเข้ารับราชการเกิดขึ้นจากกระบวนการสอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธินั้นย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครอง เพราะกฎหมายถือว่าต้นทางของการได้สิทธินั้นไม่เคยเกิดขึ้นโดยชอบ
แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากในอนาคตมีข้อยุติว่า มีการแก้ไขคะแนนสอบ การสลับลำดับผู้สอบ หรือการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมายจริง ผลทางกฎหมายอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินคดีกับผู้ทุจริต
แต่ยังอาจนำไปสู่การเพิกถอนประกาศผลสอบ การเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้ง และการสิ้นสุดสถานะความเป็นข้าราชการของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากผลสอบดังกล่าว
แม้ว่าจะเข้ารับราชการไปแล้วก็ตาม
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?




