News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! บทเรียน พ.ต.ท.'ส'ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ บกพร่องแต่ไม่ถึงทุจริต

ฉบับเต็ม! บทเรียน พ.ต.ท.'ส'ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ บกพร่องแต่ไม่ถึงทุจริต

28 ก.ย. 2569 12:48
ผู้ชม 31 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...ความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ หากไม่มีเจตนาพิเศษที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่าตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันมิควรได้  ไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันมิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ..."

หมายเหตุ : จากกรณี สำนักข่าว Next News นำเสนอรายงานพิเศษ บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น ซึ่งมีการหยิบยกกรณี พันตำรวจโท ส. ที่ถูกร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ไปตรวจที่เกิดเหตุตามที่นัดหมายกับนาย ศ. ในคดีพยายามฆ่า ถึง 2 ครั้ง และไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงเกิดเป็นคดีความ ละเว้นไม่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาอย่างครบถ้วนเพียงพอ จึงเป็น “ความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่” ถูกลงโทษถึงขั้นไล่ออกจากราชการ ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุด จะพิพากษาว่าไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เพิกถอนคำสั่งเพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ รวมถึงมติ ก.ตร.ที่เพิ่มโทษ พร้อมมีข้อสังเกตให้ผู้มีอำนาจดำเนินการให้ พันตำรวจโท ส.กลับเข้ารับราชการ และคืนสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายและระเบียบ

บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดฉบับเต็ม ข้อมูลคดีความของ พันตำรวจโท ส. ผู้นี้

ยิงปืน 1 นัด กระสุนไม่ถูกผู้ใด

ข้อเท็จจริงทางคดี เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2551 เวลา 16 นาฬิกา นาย ก. ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่บริเวณบันไดระหว่างชั้น 4 กับชั้น 5 ของแฟลตแปดชั้นอาคาร 2 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

นาย ศ. ซึ่งพักอาศัยอยู่ชั้น 4 ห้อง 301 ใกล้กับบริเวณดังกล่าวได้ออกมาต่อว่าไม่ให้ นาย ก.สูบบุหรี่ที่บริเวณดังกล่าวและเกิดการโต้เถียงกัน นาย ก.ได้วิ่งขึ้นไปชั้น 5

นาย ศ.ได้ยิงปืน 1 นัด กระสุนไม่ถูกผู้ใด

ต่อมา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 นาย ก.ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท ส.  ให้ดำเนินคดีกับนาย ศ. ในข้อหาพยายามฆ่านาย ก.โดยใช้อาวุธปืนยิง และได้มอบของกลาง 1 รายการ เป็นหัวกระสุนที่พบที่หน้าห้องของนาย ศ.

พันตำรวจโท ส.รับคำร้องทุกร์ เป็นคดีอาญา ที่ 1819/2551 และให้นาย ก.พาไปดูสถานที่เกิดเหตุ พันตำรวจโท ส.ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุโดยมีนาย ก.เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรอง ทำบัญชีของกลางคดีอาญา และได้ส่งของกลางให้กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเครื่องกระสุนปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 หรือไม่ หากใช่เป็นขนาดและชนิดใด ยิงมาจากอาวุธปืนใช่หรือไม่ นายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้หรือไม่ ใช้ทำอันตรายแก่ชีวิตหรือวัตถุได้หรือไม่

วันเดียวกันนั้น พันตำรวจโท ส.ได้สอบปากคำ นาย ก. และพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ร่วมทั้งได้ออกหมายเรียกนายศ.มารับทราบข้อกล่าวหา วันที่ 14 ตุลาคม 2551 กองพิสูจน์หลักฐานได้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ของกลางว่า รองลูกกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นรองลูกกระสุนปืน (ทองแดง) ขนาดประมาณ .38 (9 มิลลิเมตร) ใช้ยิงมาจากปืนแบบที่มีเกลียวภายในลำกล้อง 6 ร่องเกลียว 6 สันเกลียว เกลียวเวียนซ้ายขนาดประมาณ .38 (9 มิลลิเมตร) เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะอกใบอนุญาตให้ได้ถ้าอยู่ในสภาพเป็นกระสุนปืนก็จะสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้

พันตำรวจโท ส.ไม่ไปตามนัดหมาย

วันที่ 24 ธันวาคม 2551 นาย ศ.เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมพิมพ์มือ พันตำรวจโท ส.ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นาย ศ.ว่า พยายามฆ่าผู้อื่น

นาย ศ.ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 และได้มอบรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุประกอบคำให้การ พันตำรวจโท ส.รวมไว้ในสำนวนการสอบสวน

นอกจากนี้ นายศ. ยังได้นัดหมายกับพันตำรวจโท ส.เพื่อไปตรวจสถานที่เกิดเหตุแต่พันตำรวจโท ส.ไม่ไปตามนัดหมาย

วันที่ 23 มกราคม 2552 พันตำรวจโท ส.ได้รับผลพิมพ์มือผู้ต้องหาเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว พันตำรวจโท ส.ได้จัดทำรายงานการสอบสวนคดีอาญา ที่ 1819/2551 โดยพันตำรวจโท ส.เห็นว่า ทางคดีผู้กล่าวหาได้ให้การว่าผู้ต้องหาได้ยิงปืนมาที่ผู้กล่าวหา ถึงแม้ว่ากระสุนปืนที่ผู้ต้องหายิงออกมาจะไม่ถูกผู้กล่าวหาก็ตาม แต่ปืนเป็นอาวุธร้ายแรง หากถูกผู้กล่าวหาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งจากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาดังกล่าวเห็นว่าเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า อันเป็นความผิดตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แห่งประมวลกฎหมายอาญาในชั้นนี้เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ตามฐานความผิดและบทกฎหมายดังกล่าว

พันตำรวจโท ธ. รักษาราชการแทนรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลดินแดงและพันตำรวจเอก ช. ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดินแดง พิจารณาแล้วเห็นว่าทางคดีมีหลักฐานพอฟ้อง เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหาและบทกฎหมายที่พันตำรวจโท ส.กล่าวข้างต้น

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 พันตำรวจโท ส.นำตัวนาย ศ.ไปพบพนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้อง

ต่อมา นาย ศ.ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 ขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ โดยอ้างว่า พันตำรวจโท ส.ไม่ไปตรวจที่เกิดเหตุตามที่นัดหมายกับนาย ศ.

พนักงานอัยการได้มีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนให้สอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น ทั้งให้ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจที่เกิดเหตุบริเวณหน้าห้องพักของนาย ศ.ที่ปรากฏคราบเขม่าดินปืนและร่องรอยความเสียหาย เพื่อให้ทราบวิถีกระสุนปืนว่า นาย ศ.ยิงปืนขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางนาย ก.ที่ยืนอยู่ชั้นบนฝั่งตรงข้าม พนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยานเพิ่มเติมและแจ้งผู้เชี่ยวชาญไปตรวจที่เกิดเหตุบริเวณหน้าห้องพักของนาย ศ. พบรอยแฉลบของกระสุนปืนที่บริเวณกันสาดด้านในและเพดาน เป็นการยิงจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน และจากด้านหน้าเข้าไปด้านใน

อัยการสั่งไม่ฟ้อง นาย ศ.

ต่อมา พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า จากการตรวจที่เกิดเหตุของผู้เชี่ยวชาญพบว่าวิถีการยิงไปคนละทางกับจุดที่นาย ก.ยืนอยู่ ถือไม่ได้ว่านาย ศ.มีเจตนาฆ่านาย ก.จึงสั่งไม่ฟ้อง นาย ศ. และแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดินแดงทราบเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2553

ในระหว่างนั้น พันตำรวจโท ส.ได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งสารวัตรอำนวยการสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน จังหวัดสกลนคร

ต่อมา วันที่ 13 มิถุนายน 2555 นาย ศ.ได้ร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า พันตำรวจเอก ช. พันตำรวจโท ธ. และผู้ฟ้องคดี ดำเนินคดีข้อหาพยายามฆ่าอย่างไม่เป็นธรรม กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จึงได้มีคำสั่งกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ที่ 345/2555 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2555 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสืบสวนฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสามเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการทางวินัยกับพันตำรวจโท ส. ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน

จึงให้พันตำรวจโท ส.ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว พันตำรวจโท ส.ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2557 ชี้แจงข้อเท็จจริงโดยยอมรับว่า บกพร่องในหน้าที่ที่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปตรวจที่เกิดเหตุ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของพันตำรวจโท ส.เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการตามมาตรา 78 (4) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จึงว่ากล่าวตักเตือนพันตำรวจโท ส.เป็นหนังสือ ตามบันทึกว่ากล่าวตักเตือน ลงวันที่ 5 มกราคม 2558

ต่อมาผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครและผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยของผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมน้ำอูน แล้วเห็นว่าการดำเนินการถูกต้อง เหมาะสม และไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง 

แต่นาย ศ.ยังได้ร้องทุกข์กล่าวโทษพันตำรวจโท ส.ในทางอาญาต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดินแดง เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดินแดงส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท.) ต่อมาสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ดำเนินคดี เพราะพันตำรวจเอก ช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ป.ป.ช.ไม่รับ ส่งเรื่องให้ ป.ป.ท.ดำเนินการ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า การกระทำของพันตำรวจเอก ช. ไม่มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะไต่สวนต่อไปได้ จึงมีมติไม่รับเรื่องกล่าวหา ส่วนพันตำรวจโท ธ. และพันตำรวจโท ส.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับเทียบเท่าผู้อำนวยการระดับต้น จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.ดำเนินการ

คณะกรรมการ ป.ป.ท.จึงมีคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ที่ 748/2557 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของพันตำรวจโท ธ. ขาดเจตนาพิเศษที่มุ่งให้เกิดความเสียหายแก่นาย ศ. จึงมีมติไม่แจ้งข้อกล่าวหา

ส่วนพันตำรวจโท ส.คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า การกระทำของพันตำรวจโท ส.มีมูลเป็นความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 79 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มีควรได้ (5) ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และ (6) ฐานกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา 78 (1) และ (11) อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมตีในการประชุมครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2559 เห็นชอบกับความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนดังกล่าว

ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีหนังสือสำนักงาน ป.ป.ท. ที่ ยธ 1210/31 ลงวันที่ 29 เมษายน 2559 แจ้งมติของผู้คณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมรายงานการสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับพันตำรวจโท ส.สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือ ที่ 0006.2/2601 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ส่งสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและมติของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4

เพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ

ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 มีหนังสือ ภ.4 ด่วนที่สุด ที่ 0019.174/5356 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ส่งเรื่องให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ดำเนินการทางวินัยกับพันตำรวจโท ส.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร จึงมีคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ที่ 380/2559 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2559 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัย คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองฯ ในการประชุมครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 มีมติควรลงโทษปลดพันตำรวจโท ส.ออกจากราชการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร จึงมีคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ที่ 438/2559 ลงวันวันที่ 8 กรกฎาคม 2559  ลงโทษปลดพันตำรวจโท ส.ออกจากราชการ

พันตำรวจโท ส.มีหนังสือ ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2559 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร มีคำสั่งลงโทษปลดพันตำรวจโท ส.ออกจากราชการยังไม่เหมาะสม จึงมีมติในการประชมครั้งที่ 25/2559 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 เพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร มีคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ที่ 139/2560 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 เพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ

พันตำรวจโท ส.ไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา เพิกถอนคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ที่ 139/2560 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ที่เพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ และมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ในการประชุมครั้งที่ 25/2559 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ที่เพิ่มโทษพันตำรวจโท ส.จากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ

ทั้งนี้ โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คำสั่งและมติดังกล่าวมีผลบังคับ และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล คือ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการเพื่อให้พันตำรวจโท ส.เข้ารับราชการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด โดยคืนสิทธิให้พันตำรวจโท ส.ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้

ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พันตำรวจโท ส.กลับเข้ารับราชการ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย

ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย

1. ประเด็น อำนาจการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ท.

ตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 มาตรา 3 บัญญัตินิยามความหมายของ “ทุจริตในภาครัฐ”หมายความว่า ทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติมิชอบในภาครัฐ “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้นหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่น มาตรา 17บัญญัติว่าให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1)... (4) ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลเกี่ยวกับการกระทำการทุจริตในภาครัฐของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าภายใต้บังคับมาตรา 25 และมาตรา 26 เมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด (1) เมื่อมีการกล่าวหาตามมาตรา 24 (2) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำการทุจริตในภาครัฐ (3).. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำการทุจริตในภาครัฐ และเป็นกรณีมีมูลความผิดทางวินัย ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้น เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถือว่ารายงานเอกสาร และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น ๆ แล้วแต่กรณี

ตามบทบัญญัติข้างต้นแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ท. หมายถึงข้อกล่าวหาเฉพาะเกี่ยวกับการกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเท่านั้น และโดยที่ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติถึงองค์ประกอบและโทษเกี่ยวกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการไว้ใน ภาค 2 ลักษณะ 2 หมวด 2 มาตรา 147 มาตรา 166 และได้บัญญัติถึงองค์ประกอบและโทษเกี่ยวกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมไว้ในลักษณะ 3 หมวด 2 มาตรา 200 ถึงมาตรา 205

ดังนั้น ข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม จึงเป็นมูลความผิดทางอาญา ส่วนข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จึงถือเป็นมูลความผิดทางวินัย คณะกรรมการ ป.ป.ท. จึงมีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเท่านั้นไม่อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา 78 อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามมาตรา 79 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547  อันเป็นฐานอื่นนอกจากฐานการทุจริตต่อหน้าที่ราชการได้

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานอื่นรวมอยู่ด้วยนั้น จึงเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายมติของผู้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ที่ชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานอื่น จึงไม่ผูกพันผู้ถูกผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีที่จะต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ได้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร จึงต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีในกรณีที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานกระทำการอื่นใด อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา 78 อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 79 (5) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ทั้งนี้ เพื่อให้พันตำรวจโท ส.ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสรับทราบข้อกล่าวหาและได้มีโอกาสชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าวตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นบทฎหมายและกฎฉบับที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ

แต่กลับไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยในฐานความผิดอื่นดังกล่าวตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ข้างต้น

จึงเป็นเหตุให้คำสั่งลงโทษทางวินัยของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ที่ลงโทษไล่พันตำรวจโท ส.ออกจากราชการตามฐานความผิดอื่นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ชั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้

2. ประเด็น การกระทำของพันตำรวจโท ส. เป็นการกระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูลความผิด หรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสูงสุดวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 บัญญัติว่า การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ การกระทำดังต่อไปนี้ (1) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้... ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 บัญญัติว่า ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

จากบทบัญญัติดังกล่าว พันตำรวจโท ส.ในฐานะพนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นคดีอุกฉกรรจ์หรือไม่ก็ตาม เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พันตำรวจโท ส.ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีในข้อหาพยายามฆ่า ระหว่าง นาย ก ผู้กล่าวหา กับ นาย ศ. ผู้ต้องหา พันตำรวจโท ส.ได้ดำเนินการตรวจสถานที่เกิดเหตุในวันที่นาย ก.มาร้องทุกข์แล้ว พร้อมถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา บัญชีของกลางคดีอาญา และได้ส่งของกลางให้กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อตรวจพิสูจน์และในวันเดียวกัน พันตำรวจโท ส.ได้สอบปากคำ นาย ก. และนางสาว ม. พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งได้ออกหมายเรียกนาย ศ.มารับทราบข้อกล่าวหา

ละเลย ไม่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ แต่ไม่เข้าข่ายทุจริต

ต่อมา วันที่ 24 ธันวาคม 2551 นาย ศ.มารับทราบข้อกล่าวหา ผู้พันตำรวจโท ส.ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ นาย ศ. ว่าพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งนาย ศ.ให้การปฏิเสธ ทั้งได้มอบรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุประกอบคำให้การ และนาย ศ.ได้นัดหมายกับพันตำรวจโท ส.เพื่อไปตรวจสถานที่เกิดเหตุถึงสองครั้ง แต่พันตำรวจโท ส.ไม่ไปตามที่นัดหมายไว้ โดยไม่แจ้งข้อขัดข้องแต่อย่างใด

จากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่า พันตำรวจโท ส.ในฐานะพนักงานสอบสวน ได้ทำการรวบรวมหลักฐานเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิด แต่กลับละเลยเสีย ไม่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุตามคำร้องขอของนายศักดา เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นคุณแก่ผู้ต้องหา จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิได้รวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะสามารถจะทำได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาได้อย่างครบถ้วนเพียงพอ ตามมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า ความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ ผู้ฟ้องคดีมีเจตนาพิเศษที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่าตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันมิควรได้ ดังนั้น การกระทำของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันมิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 79 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

ส่วนที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครที่ 139/2560 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ที่เพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการและมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจในการประชุมครั้งที่ 25/2559 ที่เพิ่มโทษพันตำรวจโท ส.จากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล คือ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการเพื่อให้พันตำรวจโท ส.เข้ารับราชการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด โดยคืนสิทธิให้พันตำรวจโท ส.ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้

ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พันตำรวจโท ส.กลับเข้ารับราชการ นั้น กรณีดังกล่าวเป็นเพียงข้อสังเกตมิใช่คำบังคับจึงไม่อาจกำหนดระยะเวลาได้

การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครที่ 139/2560 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ที่เพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการและมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ในการะชุมครั้งที่ 25/65/2559 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ที่เพิ่มโทษผู้พันตำรวจโท ส.จากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ

ทั้งนี้ โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คำสั่งและมติดังกล่าวมีผลบังคับ และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล คือ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการเพื่อให้พันตำรวจโท ส.เข้ารับราชการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด โดยคืนสิทธิให้พันตำรวจโท ส.ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พันตำรวจโท ส.กลับเข้ารับราชการ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ที่ 139/2560 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ที่เพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ และมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ในการประชุมครั้งที่ 25/2559 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ที่เพิ่มโทษพันตำรวจโท ส.จากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ ทั้งนี้ โดยให้มีผลย้อนหลังไป แต่วันที่คำสั่งและมติดังกล่าวมีผลบังคับ

โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล คือ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการเพื่อให้พันตำรวจโท ส.กลับเข้ารับราชการ ตลอดจนคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่พันตำรวจโท ส.ตามกฎหมายและระเบียบต่อไป

******************

นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใน เกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด การกระทำที่เป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ หากไม่มีเจตนาพิเศษที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดไม่ว่าตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันมิควรได้  ไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันมิควรได้ ไม่เป็นความผิดทางวินัยฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” และ “การบกพร่องในหน้าที่” ไม่ใช่เป็นการ“ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ”

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

@ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์

@ บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
ตำรวจ
ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดทรัพย์สินรองผู้ว่าฯกทม. 'วิศณุ-จักกพันธุ์-ศานนท์' พ้นตำแหน่งพ.ค.69
เปิดทรัพย์สินรองผู้ว่าฯกทม. 'วิศณุ-จักกพันธุ์-ศานนท์' พ้นตำแหน่งพ.ค.69