"...สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจลงนามอนุมัติหรือสั่งจ่ายเงิน คดีนี้มีบทเรียนที่ควรจดจำให้ขึ้นใจว่า “อย่าเซ็นเพียงเพราะนายสั่ง อย่าเซ็นเพียงเพราะลูกน้องบอกว่าครบ และอย่าเซ็นเพียงเพราะคนอื่นเซ็นมาแล้ว เพราะวันที่เกิดปัญหา คนที่ต้องรับผิดชอบต่อลายเซ็นของเรา ก็คือตัวเราเอง...”
เปิดอุทาหรณ์เตือนใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจลงนามเบิกจ่ายเงินราชการ อย่าคิดว่าเอกสารผ่านมือคนอื่นมาแล้วจะเซ็นได้ทันที เพราะเมื่อเกิดความเสียหาย คำว่า “เชื่อใจลูกน้อง” หรือ “ผู้บังคับบัญชาตรวจมาแล้ว” อาจไม่ช่วยให้พ้นความรับผิดได้
เรื่องนี้เป็นคดีที่เกิดขึ้นกับอดีตหัวหน้าสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ หลังร่วมลงนามในเช็คเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้างของท้องถิ่น ทั้งที่บางโครงการไม่มีการก่อสร้างจริง และบางโครงการทำงานไม่ครบตามที่กำหนด
แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ได้มีหน้าที่ตรวจรับงานก่อสร้าง และลงนามในเช็คเพราะเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบเอกสารเรียบร้อยแล้ว แต่สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว และพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง
คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การมีอำนาจลงลายมือชื่อ ไม่ได้หมายถึงการมีสิทธิเซ็นตามคนอื่นโดยไม่ตรวจสอบ เพราะลายเซ็นทุกครั้งมาพร้อมความรับผิดชอบ
จุดเริ่มต้นของเรื่อง เงินออกไปแล้ว แต่งานกลับไม่เกิด
เหตุการณ์เกิดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงปีงบประมาณ 2558 เมื่อมีการตรวจสอบโครงการก่อสร้างและปรับปรุงสาธารณูปโภคของท้องถิ่น จำนวน 5 โครงการ
โครงการเหล่านี้เป็นงานที่ประชาชนในพื้นที่ควรได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นถนนคอนกรีต รางระบายน้ำ หรือการขุดลอกลำห้วย
แต่ผลการตรวจสอบกลับพบความผิดปกติอย่างหนัก เพราะโครงการก่อสร้าง 4 โครงการ ไม่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นจริง ขณะที่อีก 1 โครงการ มีการดำเนินงานบางส่วน แต่ไม่เป็นไปตามแบบแปลนที่กำหนด
ที่สำคัญ มีการเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างไปแล้ว
โครงการทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วยงานก่อสร้างรางระบายน้ำบ้านตะแบก งบประมาณ 499,000 บาท งานก่อสร้างถนนบ้านสะอาง 499,700 บาท งานปรับปรุงถนนบ้านหาด–บ้านแตระ 492,800 บาท งานก่อสร้างถนนบ้านสนวน 994,500 บาท และงานขุดลอกลำห้วยเหนือบ้านบก 1,978,800 บาท
รวมวงเงินงบประมาณทั้ง 5 โครงการ 4,464,800 บาท
อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่อดีตหัวหน้าสำนักปลัดร่วมลงนามในเช็คสั่งจ่ายตามข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังอยู่ที่ 3,671,280 บาท
ความผิดปกติไม่ได้มีเพียงเรื่องงานก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังพบปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง การทำสัญญา และเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งหลายส่วนไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ
พูดง่าย ๆ คือ เงินของหลวงถูกจ่ายออกไป แต่ผลงานที่ประชาชนควรได้รับกลับไม่มี หรือไม่ครบตามที่ตกลงไว้
หัวหน้าสำนักปลัดอ้าง “เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตรวจมาแล้ว”
หนึ่งในผู้ถูกดำเนินการทางวินัยคือ นางสาว ช. ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักปลัด อบต.ห้วยเหนือ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจถอนเงินและสั่งจ่ายเงินร่วมกับผู้บริหารท้องถิ่น
หลังถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เจ้าตัวไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครอง
สาระสำคัญของข้อต่อสู้คือ ตนเองมีหน้าที่เพียงร่วมลงนามในเช็ค ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจฎีกาเบิกจ่ายเงิน และไม่ได้เป็นกรรมการตรวจรับงานก่อสร้าง
เมื่อมีเอกสารเสนอมาให้ลงนาม จึงเชื่อโดยสุจริตว่าเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่าย รวมถึงผู้บังคับบัญชา ได้ตรวจสอบและกลั่นกรองเอกสารตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว
อีกทั้งยังอ้างว่าไม่ทราบว่าโครงการก่อสร้างทั้ง 5 แห่งมีปัญหา เพราะการตรวจสอบว่างานก่อสร้างเสร็จจริงหรือไม่ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจการจ้าง
นอกจากนี้ ยังโต้แย้งถึงความไม่เป็นธรรมในกระบวนการสอบสวน และปัญหาเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานที่ตนต้องการนำมาใช้ต่อสู้คดี
หากฟังเพียงคำอธิบายดังกล่าว หลายคนอาจเข้าใจได้ว่า เมื่อมีเจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่พัสดุ และคณะกรรมการตรวจรับงานรับผิดชอบอยู่แล้ว ผู้มีหน้าที่ลงนามในเช็คก็น่าจะเชื่อถือเอกสารที่ส่งมาถึงตนได้
แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเช่นนั้น
ศาลชี้ชัด มีหน้าที่เซ็นเช็ค ก็ต้องตรวจสอบก่อนเซ็น
ประเด็นสำคัญที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคือ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจถอนเงินและสั่งจ่ายเงินของราชการ จะอ้างว่าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเอกสาร เพราะมีเจ้าหน้าที่คนอื่นรับผิดชอบอยู่แล้วได้หรือไม่
ศาลเห็นว่า เมื่อนางสาว ช.ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจถอนเงินและสั่งจ่ายเงิน ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด
โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าเอกสารหลักฐานและฎีกาเบิกจ่ายเงินที่เสนอมา ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ก่อนที่จะลงลายมือชื่อในเช็ค
หากพบว่าเอกสารไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ผู้มีอำนาจลงนามย่อมสามารถปฏิเสธการจ่ายเงินได้
ดังนั้น การอ้างว่าเชื่อใจเพื่อนร่วมงาน หรือคิดว่าผู้บังคับบัญชาตรวจสอบมาแล้ว จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้พ้นจากหน้าที่ตรวจสอบของตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลยังรับฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาว ช.ร่วมลงนามในเช็คสั่งจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างทุกโครงการ รวม 3,671,280 บาท ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดเล็กน้อยในการทำงาน แต่ศาลวินิจฉัยว่าเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่ไม่ควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ถูกไล่ออก ฟ้องศาลก็ไม่ช่วยให้กลับเข้ารับราชการ
หลังจากถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตามคำสั่งลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 นางสาว ช.ได้ต่อสู้คดี โดยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
เมื่อมีการอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจสอบทั้งกระบวนการสอบสวนทางวินัยและพฤติการณ์ที่นำไปสู่คำสั่งลงโทษ
ศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อกล่าวหา มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานแล้ว กระบวนการสอบสวนทางวินัยจึงชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนการลงโทษไล่ออกจากราชการ ศาลเห็นว่าเหมาะสมกับพฤติการณ์ความผิด และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
สุดท้าย ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง ทำให้คำสั่งไล่ออกจากราชการยังคงมีผล
บทเรียนถึงข้าราชการ อย่าเซ็นเพราะเกรงใจ อย่าเซ็นเพราะเชื่อใจ
สิ่งที่น่าสนใจของคดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเงินหลายล้านบาท หรือการก่อสร้างที่ไม่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมการทำงานในระบบราชการที่อาจพบได้ในหลายหน่วยงาน
บางครั้งเอกสารราชการถูกส่งผ่านเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย มีลายเซ็นรับรองมาแล้วหลายคน จนผู้ที่ต้องลงนามคนสุดท้ายอาจคิดว่าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไรเพิ่มเติม
บางคนอาจเซ็นเพราะเชื่อใจลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมานาน
บางคนอาจเซ็นเพราะเห็นว่าผู้บังคับบัญชาเห็นชอบแล้ว
หรือบางคนอาจไม่กล้าปฏิเสธ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร
แต่คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเกรงใจและความไว้วางใจ ไม่สามารถนำมาใช้แทนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้
หากตนเองได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มีอำนาจลงนาม ก็ต้องรับผิดชอบต่อการลงนามนั้นด้วย
ที่สำคัญ หากเห็นว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอาจทำให้ราชการเสียหาย เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการเสนอความเห็นเป็นหนังสือให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ
ไม่ใช่ปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไป แล้วค่อยอ้างภายหลังว่าทำตามคำสั่งหรือเชื่อใจคนอื่น
บทสรุป : เงินหลวงไม่ใช่เงินใครคนใดคนหนึ่ง
คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การรับราชการไม่ได้มีเพียงการทำตามคำสั่งหรือการลงนามในเอกสารให้เสร็จตามขั้นตอน แต่ยังต้องใช้ความรอบคอบ ความซื่อสัตย์ และความกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะเงินทุกบาทที่หน่วยงานรัฐนำไปใช้ ไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเงินสาธารณะที่ต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน
เมื่อมีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว แต่ถนนไม่ได้สร้าง รางระบายน้ำไม่เกิด หรือการขุดลอกลำห้วยไม่เป็นไปตามที่กำหนด ผู้ที่เสียประโยชน์ไม่ใช่เพียงหน่วยงานราชการ แต่รวมถึงชาวบ้านที่รอคอยโครงการเหล่านั้นด้วย
สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจลงนามอนุมัติหรือสั่งจ่ายเงิน คดีนี้มีบทเรียนที่ควรจดจำให้ขึ้นใจว่า
“อย่าเซ็นเพียงเพราะนายสั่ง อย่าเซ็นเพียงเพราะลูกน้องบอกว่าครบ และอย่าเซ็นเพียงเพราะคนอื่นเซ็นมาแล้ว เพราะวันที่เกิดปัญหา คนที่ต้องรับผิดชอบต่อลายเซ็นของเรา ก็คือตัวเราเอง”
ความรอบคอบก่อนลงลายมือชื่อเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยรักษาทั้งเงินแผ่นดิน ประโยชน์ของประชาชน และอนาคตในชีวิตราชการของตนเองได้
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม
@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก
@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา
@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?
@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก
@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้
@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้
@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ
@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด
@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก
@ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์
@ บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต
@ บทเรียนขรก.ไทย (26) 'ยุทธการตะนาวศรี' สั่งลูกน้องทำ หน.ต้องรับผิดชอบ
@บทเรียนข้าราชการไทย (27) หักโบนัส 10% จัดงานปีใหม่ ระวังถูกไล่ออก




