อ.ตฤณห์ ฟ้องมูลนิธิ “บุ๋ม ปนัดดา” ปมเงินบริจาคช่วยน้ำท่วม! ลั่นเงินบาทเดียวก็มีสิทธิ์ตรวจสอบ ชี้เข้าข่ายอาชญากรรมคอปกขาว ผบ.ตร. สั่งเช็กบิลทั่วประเทศ กลุ่มหลอกลวงรับบริจาค เตือนฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน โทษหนักยึดทรัพย์ สกัดแก๊งหากินบนความเดือดร้อนสังคม
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายตฤณห์ โพธิ์รักษา หรืออาจารญ์ตฤณห์ นักอาชญาวิทยา เข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อแจ้งความมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมี นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นผู้เกี่ยวข้อง ในฐานะผู้บริจาคเงินช่วยเหลือสถานการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยนายตฤณห์ได้บริจาคเงินจำนวน 20,000 บาท เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 และยืนยันสิทธิ์ในการตรวจสอบความโปร่งใสของเส้นทางการเงิน แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่ก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าของเงินที่จะตรวจสอบได้ตามหลักความน่าจะเป็น พร้อมชี้ว่าหากพฤติกรรมการทุจริตมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน อาจเข้าข่ายรูปแบบของอาชญากรรมคอปกขาว
ย้ำสิทธิ์ผู้บริจาค ตรวจสอบเส้นทางเงิน
นายตฤณห์กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ตนมีความตั้งใจอยากทำบุญและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ติดภารกิจสอนหนังสือ จึงตัดสินใจโอนเงินร่วมทำบุญกับมูลนิธิฯ และยังได้นำเลขบัญชีของมูลนิธิไปเผยแพร่ต่อบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเชิญชวนผู้อื่นร่วมบริจาคด้วย แต่เมื่อมีกระแสข่าวต่างๆ ออกมา ทำให้รู้สึกไม่สบายใจและเสียใจในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยเผยแพร่ช่องทางการบริจาคนี้ นายตฤณห์ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจ แต่เป็นสิทธิ์ในการตั้งคำถามและตั้งสมมติฐาน เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ตนเองมีสิทธิ์ที่จะแจ้งความหรือให้ตรวจสอบได้ โดยไม่โกรธเคืองส่วนตัว แม้เงิน 20,000 บาทจะไม่ใช่หลักแสนหรือล้าน แต่ก็เป็นเงินของตนเอง เพียงบาทเดียวก็มีสิทธิ์ตรวจสอบและแจ้งความได้ นายตฤณห์ต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบความโปร่งใสของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคลายข้อสงสัยว่ายอดเงินบริจาคได้ถูกนำไปจัดสรรหรือใช้อย่างไร หากเงินถูกนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่จริง ทุกอย่างก็ถือว่าจบและไม่มีปัญหาใดๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพง และสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่สามารถเชื่อมั่นในองค์กรหรือมูลนิธิต่างๆ ได้ 100% เพราะเป็นเรื่องของกิเลสและจิตใจมนุษย์ นายตฤณห์ไม่ได้มุ่งเน้นตั้งคำถามกับตัวบุคคล แต่เป็นการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมทางอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และต้องการให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าถูกโอนไปที่ใด และเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่
ปอศ. อายัด 17 บัญชี “บุ๋ม ปนัดดา” เงินสะพัด 60 ล้าน
ขณะเดียวกัน ทางด้านของ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีดังกล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของ น.ส.ปนัดดา และสามี ไปแล้วประมาณ 17 บัญชี รวมมูลค่าเงินสดที่พบการหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาท ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมทำการตรวจสอบทรัพย์สินอื่นๆ อย่างละเอียด ทั้งบ้านพักหลายหลัง และรถยนต์อีกจำนวน 22 คัน รวมถึงกระเป๋าแบรนด์เนม โดยพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการตั้งสำนวนสืบสวนเพื่อจำแนกช่วงเวลาในการได้มาซึ่งทรัพย์สินทุกรายการ หากพบว่าเป็นการได้มาหลังจากการกระทำความผิด ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอายัดและส่งเรื่องให้ ปปง. ดำเนินการยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยไม่มีการข้อยกเว้น และเชื่อว่าจะสามารถออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้ไม่เกินวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนนี้
ผบ.ตร. สั่งจับตาเข้มกลุ่มหลอกลวง
วันเดียวกัน (4 พฤศจิกายน 2569) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศประสานงานกับฝ่ายปกครองและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อร่วมตรวจสอบ จัดระเบียบ และใช้มาตรการทางกฎหมายกับมูลนิธิ องค์กร หรือกลุ่มคนมีชื่อเสียง (อินฟลูเอนเซอร์) ที่มีพฤติกรรมฉ้อฉลหลอกลวงประชาชนเปิดรับบริจาค หากพบว่าเป็นกลุ่มที่หลอกลวงฉ้อโกงประชาชน โดยอาศัยความใจดีมีน้ำใจของพี่น้องประชาชนไปหากินและนำเงินบริจาคไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ส่วนคดีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นั้น จะให้ความเป็นธรรมและดำเนินการตามพยานหลักฐาน หากใครเกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันพบการสร้างมูลนิธิปลอม การตั้งกลุ่มองค์กร หรือสร้างคอนเทนต์เปิดรับบริจาคที่อาจเข้าข่ายฉ้อโกงหลอกลวงประชาชน โดยอาศัยชื่อเสียง สถานการณ์ หรือสร้างคอนเทนต์เรียกร้องความสงสารเห็นใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลัก นอกจากนี้ วิธีการเดิมๆ เช่น ตั้งโต๊ะ ตั้งกล่องรับบริจาค หรือเดินเรี่ยไรตามบ้านก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งตำรวจได้ดำเนินคดีไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดของมูลนิธิองค์กรทำดี ที่มี น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เกี่ยวข้อง ก็อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของ บก.ปอศ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินอย่างละเอียดรอบคอบ หากพบใครเกี่ยวข้องเข้าข่ายร่วมกระทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรและบุคคลที่มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคมด้วยเจตนาดีและดำเนินการอย่างโปร่งใส แต่ก็ขอเตือนผู้ที่ตั้งใจหลอกลวง รวมถึงผู้มีชื่อเสียงหรืออินฟลูเอนเซอร์ หรือใครก็ตามที่จะใช้สถานการณ์กระแสสังคมเป็นช่องทางรับบริจาคแล้วนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โยกย้ายถ่ายโอนเงิน ให้หยุดพฤติกรรมเหล่านั้น เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินด้วย มีโทษต้องถูกยึดทรัพย์ และหากโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์บอกว่าจะนำไปช่วยเหลือสังคมแต่ไม่ได้ทำตามที่บอก ก็อาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ที่สำคัญ การตั้งมูลนิธิและการเปิดรับเรี่ยไร ต้องจดทะเบียนและขออนุญาตเจ้าพนักงานปกครองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง




