News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

12 ก.ย. 2569 09:57
ผู้ชม 143 คน

"...คำถามสำคัญคือ หากผู้บริหารทำโครงการเพื่อช่วยประชาชนจริง มีการใช้เงินในโครงการจริง เพียงแต่ขั้นตอนเอกสารและการเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง จะถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่?..."

การเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี มีหน้าที่สำคัญในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ หลายครั้งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบตัดสินใจและใช้งบประมาณทันที

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการนั้นจะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน และไม่มีเจตนาทุจริต แต่การใช้เงินของราชการก็ยังต้องทำตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนด เพราะคำว่า “เร่งด่วน” ไม่ได้หมายความว่าจะข้ามขั้นตอนหรือไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบได้

แต่คำถามสำคัญคือ หากผู้บริหารทำโครงการเพื่อช่วยประชาชนจริง มีการใช้เงินในโครงการจริง เพียงแต่ขั้นตอนเอกสารและการเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง จะถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่?

คดีของอดีตนายก อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นกรณีศึกษาที่ตอบคำถามนี้ได้อย่างน่าสนใจ

จุดเริ่มต้นของคดี

ขณะดำรงตำแหน่งนายก อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ นาง ส. ได้ดำเนินโครงการสูบน้ำลงอ่างเก็บน้ำ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงช่วยเหลือช้างป่าและสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนัก

ต่อมามีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหาว่า นายก อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ และปลัด อบต. ดำเนินโครงการและเบิกจ่ายเงินโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ อบต.ได้รับความเสียหายกว่า 200,000 บาท

หลังไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายของโครงการมีมูลว่าไม่ชอบ แต่เนื่องจากมูลค่าความเสียหายไม่เกิน 500,000 บาท จึงส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป

นายอำเภอหัวหินจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาตรวจสอบ

พบเอกสารหลายจุดไม่ถูกต้อง

ผลสอบสวนพบข้อบกพร่องหลายประการ ได้แก่

  1. โครงการไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนโครงการ

  2. ไม่มีการอนุมัติโครงการจากผู้มีอำนาจก่อนดำเนินการ และมีการจัดทำเอกสารย้อนหลัง

  3. ฎีกาเบิกจ่ายเงินจำนวน 4 ฎีกา ซึ่งเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าเช่าที่พักของเจ้าหน้าที่ มีเอกสารประกอบไม่ครบ และไม่มีลายมือชื่อผู้ขอเบิกเงิน

ในเอกสารปรากฏเพียงลายมือชื่อของนายก อบต. และปลัด อบต. ที่เห็นควรอนุมัติให้เบิกจ่ายเงิน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นค่าเช่าที่พักจำนวน 54,000 บาท สำหรับเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากพื้นที่อื่นจำนวน 5 คน ซึ่งถูกขอให้มาช่วยปฏิบัติงานและนำเครื่องสูบน้ำมาสนับสนุน

จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 คน พักอยู่บริเวณจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โดยไม่ได้เสียค่าเช่าที่พักจริง

ฝ่ายปกครองจึงเห็นว่า การดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินไม่เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และทำให้ อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ได้รับความเสียหาย

ท้ายที่สุด ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำสั่งให้นาง ส. พ้นจากตำแหน่งนายก อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่

นายก อบต.สู้คดี ชี้ทำเพื่อแก้ภัยแล้ง ไม่ได้โกง

นาง ส. ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยชี้แจงว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของขั้นตอนและงานเอกสาร เนื่องจากขณะนั้นมีสถานการณ์เร่งด่วน ต้องรีบแก้ปัญหาภัยแล้งให้ประชาชน

เป้าหมายของโครงการคือการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงช้างป่าและสัตว์ป่าที่ขาดแคลนน้ำ ไม่ได้มีเจตนาหาผลประโยชน์ให้ตัวเองหรือพวกพ้อง

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นาง ส. จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

ศาลสูงชี้ “ผิดระเบียบจริง” แต่ต้องดูว่าเสียหายร้ายแรงหรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การเบิกจ่ายงบประมาณของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าเช่าที่พัก มีขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบจริง

โครงการไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากผู้มีอำนาจก่อนดำเนินการ มีการจัดทำเอกสารย้อนหลัง และการเบิกจ่ายเงินบางส่วนไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

ดังนั้น จะบอกว่าไม่มีความผิดพลาดเลยไม่ได้

แต่ประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาคือ ความผิดพลาดดังกล่าวร้ายแรงถึงขนาดที่จะทำให้นายก อบต.ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินงบประมาณถูกนำไปใช้ดำเนินโครงการสูบน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งจริง ไม่ใช่โครงการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเบิกเงินโดยไม่มีการทำงาน

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ 5 คน ที่เบิกค่าเช่าที่พัก ทั้งที่พักในสถานที่ซึ่งไม่ต้องเสียค่าเช่านั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาง ส. และปลัด อบต. ทราบว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ได้เสียค่าที่พักจริง

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของความบกพร่องในระบบเอกสารและขั้นตอนการเบิกจ่าย แม้จะทำให้ราชการเสียหาย แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็น “ความเสียหายอย่างร้ายแรง”

ที่สำคัญ เมื่อพิจารณาเจตนาแล้ว ศาลเห็นว่าการดำเนินโครงการมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ไม่พบหลักฐานทุจริต

อีกประเด็นสำคัญคือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ชี้มูลว่านาง ส. ทุจริตในโครงการนี้

ผลสอบสวนของนายอำเภอหัวหินและผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า นาง ส. ทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการ

ศาลจึงเห็นว่า พฤติการณ์ของนาง ส. เป็นลักษณะของ ความบกพร่องหรือเลินเล่อในการปฏิบัติตามระเบียบราชการ มากกว่าจะเป็นการจงใจทอดทิ้งหรือละเลยหน้าที่จนสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ราชการ

เมื่อองค์ประกอบเรื่อง “ความเสียหายอย่างร้ายแรง” ไม่ครบ และไม่ปรากฏพฤติการณ์ทุจริต จึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะใช้อำนาจสั่งให้นาง ส. พ้นจากตำแหน่งนายก อบต.

ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่งพ้นตำแหน่ง

ท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และให้ เพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่สั่งให้นาง ส. พ้นจากตำแหน่งนายก อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่

โดยให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง

ศาลยังมีข้อสังเกตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่นาง ส. พึงได้รับตามระเบียบราชการ

บทเรียนจากคดีนี้

คดีนี้ไม่ได้หมายความว่า หากเป็นโครงการเร่งด่วนแล้วผู้บริหารท้องถิ่นจะไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ

ตรงกันข้าม ผู้บริหารท้องถิ่นยังมีหน้าที่ต้องควบคุมการใช้งบประมาณให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของทางราชการ แม้โครงการนั้นจะเร่งด่วนหรือทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนก็ตาม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ผิดระเบียบ” ไม่ได้แปลว่า “ทุจริต” และความผิดทุกกรณีก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่ากัน

การจะลงโทษผู้บริหารถึงขั้นให้พ้นจากตำแหน่ง ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่า ผู้บริหารมีเจตนาอย่างไร เงินถูกนำไปใช้จริงหรือไม่ มีการแสวงหาผลประโยชน์หรือไม่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นร้ายแรงถึงระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

คดีนี้จึงมีบทเรียนสำคัญ 3 ประการ

  • หนึ่ง หากจะกล่าวหาว่าผู้บริหารท้องถิ่นจงใจทอดทิ้งหรือละเลยหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ต้องพิสูจน์ให้ได้ทั้งพฤติการณ์การกระทำและระดับความเสียหาย ไม่ใช่เพียงพบว่ามีเอกสารหรือขั้นตอนผิดระเบียบแล้วจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงทันที

  • สอง หากมีการดำเนินโครงการจริง เงินถูกนำไปใช้แก้ปัญหาของประชาชนจริง แต่เกิดความผิดพลาดในขั้นตอนการอนุมัติหรือเบิกจ่าย ต้องพิจารณาเจตนาและข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน โดยเฉพาะว่ามีการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่

  • สาม การลงโทษต้องได้สัดส่วนกับความผิด หากเป็นเพียงความบกพร่องหรือเลินเล่อด้านเอกสาร และไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรง รวมทั้งไม่พบพฤติการณ์ทุจริต ก็ไม่อาจนำความผิดดังกล่าวไปขยายผลเป็นเหตุลงโทษร้ายแรงถึงขั้นให้พ้นจากตำแหน่งได้

สรุปง่าย ๆ คือ “งานเร่งด่วน” ไม่ใช่ข้ออ้างให้ทำผิดระเบียบ แต่ “ผิดระเบียบ” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น “ทุจริต” หรือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องพ้นจากตำแหน่งเสมอไป

ผู้มีอำนาจจึงต้องพิจารณาทั้ง เจตนา พฤติการณ์ ความเสียหาย และความร้ายแรงของการกระทำ ก่อนกำหนดโทษให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
ช่วยประชาชน
งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างคำผิด



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หจก.‘บุญเลิศ’ ส.อบจ.ลำปาง คดีซุกหุ้น กวาดงานรัฐ 1,043 โครงการ 1,089 ล.
หจก.‘บุญเลิศ’ ส.อบจ.ลำปาง คดีซุกหุ้น กวาดงานรัฐ 1,043 โครงการ 1,089 ล.