"...เปิดผลคดี 8 เรื่องใน 48 ชั่วโมง ของ ป.ป.ช.ที่ออกมา จึงเป็นภาพตัดขวางที่ทำให้เห็นว่า ช่องทางแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนใช้งบ ระหว่างใช้อำนาจ จนถึงหลังเงินถูกเบิกจ่ายออกจากรัฐแล้ว..."
สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทย เป็นอย่างมาก เพราะเพียงแค่ช่วงเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน 2569 หรือ 48 ชั่วโมง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลคดีสำคัญต่อเนื่องรวม 8 เรื่อง รวมจำนวนผู้ถูกชี้มูลความผิดกว่า 28 คน ครอบคลุมตั้งแต่กรณีร่ำรวยผิดปกติ การออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ การเข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาของหน่วยงานรัฐ การปลอมเช็คเบิกเงินหลวง การเรียกรับเงินในคดีจราจร การเรียกเงินแลกกับการสมัครงานใน อบต. ไปจนถึงการเรียกส่วนแบ่งเงินโบนัสจากข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น
สรุปให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนดังนี้
วันแรก 21 ก.ย. ฟัน 3 คดีใหญ่
วันที่ 21 กันยายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงมติชี้มูลคดีสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่
คดีแรก “สมศักดิ์ ตาไชย” ร่ำรวยผิดปกติ 35.99 ล้านบาท
ป.ป.ช. มีมติว่า นายสมศักดิ์ ตาไชย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 35,991,076.88 บาท
ผลไต่สวนระบุว่า นายสมศักดิ์และคู่สมรสมีรายได้ตามแบบ ภ.ง.ด.91 ในช่วงปีภาษี 2552-2558 รวม 16,488,873 บาท แต่พบทรัพย์สินที่ ป.ป.ช. เห็นว่ามากหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ รวม 17 รายการ ทั้งเงินฝาก ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และเงินชำระหนี้ โดยทรัพย์สินบางรายการอยู่ในชื่อคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ป.ป.ช.จึงให้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งผู้มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ซุกชื่อลูก 19.6 ล.! ชี้มูล 'สมศักดิ์' อดีตเลขาสกสค. รวยผิดปกติ 35.9 ล.
คดีที่ 2 ออกโฉนดภูเก็ต 2 แปลง เนื้อที่พุ่งจากหลักฐานเดิม 122%
ป.ป.ช.ชี้มูล นายภูชิสส์ ปิดดำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กับพวก กรณีออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และ 14263 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมิชอบ
จุดสำคัญอยู่ที่หลักฐาน ส.ค.1 เดิมระบุเนื้อที่ 7-2-00 ไร่ แต่ผลรังวัดกลับได้ 16-2-60.3 ไร่ เพิ่มขึ้น 9-0-60.3 ไร่ หรือ 122% ก่อนมีการออกโฉนด 2 แปลงในปี 2554 ทั้งที่ผลไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า ตำแหน่งที่ดินที่นำไปออกโฉนดไม่ตรงกับที่ดินตามหลักฐาน ส.ค.1 และเป็นการนำหลักฐานของที่ดินแปลงอื่นมาใช้
ป.ป.ช.ชี้มูลเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องหลายราย พร้อมแจ้งกรมที่ดินให้พิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดทั้ง 2 ฉบับตามอำนาจหน้าที่

ภาพประกอบรายงาน
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตที่ดินภูเก็ต-พวก11ราย ใช้ส.ค.1 คนละแปลง ออกโฉนดกมลา
ขุดจุดเกิดเหตุ! เผยโฉมที่ตั้งโฉนด 2 แปลง ภูเก็ต ใช้ส.ค.1 บิน ออก15 ไร่
คดีที่ 3 นายก อบต.กฤษณา กับ 11 โครงการ 1.48 ล้านบาท
ป.ป.ช.ชี้มูล นายวันชัย ศรีบุญเรือง นายก อบต.กฤษณา อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับพวก กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียกับร้านค้าที่เป็นคู่สัญญาของ อบต. จำนวน 11 โครงการ รวม 1,481,680 บาท ในช่วงปีงบประมาณ 2559-2564
พฤติการณ์ที่ ป.ป.ช. ระบุ คือ ใช้ชื่อเอกชน 6 ราย เข้าเป็นคู่สัญญา แต่ผู้รับจ้างตามชื่อไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำงาน กลับเป็นนายวันชัยที่ดำเนินงานเอง มีการใช้รถบรรทุก รถเกรด รถไถ รถบด รถน้ำ รถแบคโฮ และรถโม่ปูนที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของตน มีบุตรชายและหลานชายช่วยขับรถเกรด รวมถึงสั่งซื้อหิน ปูน ทราย นำไปเก็บไว้บริเวณบ้านพัก และหลัง อบต.เบิกจ่ายค่าจ้าง ยังพบเส้นทางเงินจากบัญชีผู้รับจ้างไปยังบุคคลใกล้ชิดนายวันชัย
ป.ป.ช.ให้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย และแจ้งให้ผู้มีอำนาจถอดถอนจากตำแหน่ง

ป.ป.ช.ชี้มูลนายก อบต.กฤษณา-พวก ใช้ชื่อ 6 ร้านรับงาน แต่ลงมือทำเอง
พร้อมสู้คดีที่ศาล! นายก อบต.กฤษณา ยันไม่เกี่ยวข้องงานหลวง 11 โครงการ
วันที่สอง 22 ก.ย. เปิดอีก 5 คดี
วันถัดมา ป.ป.ช.เปิดมติชี้มูลอีก 5 เรื่อง โดยหลายคดีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเรียกรับหรือเบียดบังเงินโดยตรง
คดีที่ 4 ปลอมลายเซ็นเบิกเงินกองทุนสตรี 1.1 ล้านบาท
ป.ป.ช.ชี้มูล น.ส.สุภัคสา ล้อมกองแก้ว เมื่อครั้งเป็นนักวิชาการเงินและบัญชี กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ กรณีปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็ค แล้วนำไปเบิกเงินจากธนาคารออมสิน 1,100,000 บาท โอนเข้าบัญชีของตนเอง โดยผลไต่สวนระบุว่าเจ้าตัวยอมรับว่าปลอมลายมือชื่อและนำเงินเข้าบัญชีตนเองจริง เนื่องจากมีหนี้สิน
คดีที่ 5 คนเดิม-อีก 6 เช็ค รวม 2.547 ล้านบาท
น.ส.สุภัคสา ยังถูกชี้มูลอีกคดี จากการปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็คของกองทุนฯ และนำไปเบิกเงินจากธนาคารกรุงไทย 6 ครั้ง ระหว่างวันที่ 1-21 กุมภาพันธ์ 2566 รวม 2,547,610 บาท ก่อนโอนเข้าบัญชีของตนเองเช่นกัน
เท่ากับเฉพาะ 2 คดีนี้ เงินกองทุนที่ถูกกล่าวหาว่าถูกนำออกไปมีมูลค่ารวม 3,647,610 บาท โดยกรมการพัฒนาชุมชนมีคำสั่งไล่ น.ส.สุภัคสา ออกจากราชการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2566

ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตนักวิชาการ โกงกองทุนสตรีฯกระบี่ เบิก 3.6 ล.เข้าตัวเอง
คดีที่ 6 พนักงานสอบสวน ถูกชี้มูลเรียกเงิน-เอกสารคดีจราจร
ป.ป.ช.ชี้มูล พ.ต.ต.มังกร แสนมา เมื่อครั้งเป็นพนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน จังหวัดเชียงราย กรณีคดีอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิต
ผลไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ต้องหา 80,000 บาท และหักเงินอีก 30,000 บาท จากผู้รับเงินแทนฝ่ายผู้เสียหาย ขณะเดียวกันยังพบประเด็นเอกสารในสำนวนที่ระบุว่ามีการตกลงและชำระค่าสินไหม 350,000 บาท ทั้งที่คู่กรณีให้ข้อมูลว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือได้รับเงินตามที่เอกสารระบุ
ป.ป.ช.มีมติชี้มูลทั้งประเด็นปลอมลายมือชื่อและประเด็นเรียกรับเงิน 80,000 บาท กับ 30,000 บาท ส่วนบุคคลอีกรายที่ถูกกล่าวหา ป.ป.ช.เห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ตกไป
ป.ป.ช.ฟันอดีต พนง.สอบสวนฯเชียงแสน เรียกสินบน ปลอมเอกสารเสียหาย 1.1แสน
คดีที่ 7 เรียก 2 แสน แลกสมัครงาน อบต.
อีกคดีเกิดขึ้นที่ อบต.ทุ่ม จังหวัดศรีสะเกษ ป.ป.ช.ชี้มูล นายพิภพ พวงจันทร์ เมื่อครั้งเป็นนายก อบต.ทุ่ม กับพวก กรณีเรียกรับเงิน 200,000 บาท ในการสมัครสอบเข้าทำงานเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ
ผลไต่สวนระบุว่า มีการแจ้งว่าหากต้องการเข้าทำงานตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ เงินเดือนประมาณ 15,000 บาท จะต้องจ่ายเงิน 200,000 บาท ก่อนเข้าสอบ ครอบครัวผู้สมัครจึงไปกู้ยืมเงินจากธนาคารและญาติ ก่อนมีการจ่ายเงินสดไปแล้ว 2 ครั้ง รวม 130,000 บาท แต่ภายหลังพบว่าผู้ที่จะสมัครคนแรกมีคุณสมบัติไม่ตรงกับตำแหน่ง ส่วนอีกคนที่ไปสมัครแทนก็สอบไม่ผ่าน
ป.ป.ช.จึงชี้มูลนายพิภพ พร้อมผู้เกี่ยวข้องตามฐานความผิดที่ระบุในมติ และส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อไป
ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตนายก อบต.ทุ่ม พร้อมพวก เรียก 2 แสนแลกเป็น พนง.จ้าง
คดีที่ 8 เรียกแบ่ง “โบนัส” ลูกน้อง 4 ปีติด
ปิดท้ายด้วยคดี นายทรัพย์สมบูรณ์ คำหว่าง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเชียงกลาง จังหวัดน่าน กับพวก ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลกรณีเรียกรับเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ หรือ “โบนัส” จากข้าราชการและพนักงานเทศบาล ในช่วงปีงบประมาณ 2554-2557
ตามผลไต่สวน ปี 2554 มีการเรียกเงิน 150,000 บาท ปี 2555 จำนวน 190,000 บาท ปี 2556 เรียก 150,000 บาท แต่รวบรวมได้ 140,000 บาท และปี 2557 อีก 140,000 บาท รวมเงินที่ระบุว่ามีการรวบรวมและส่งมอบใน 4 ปี 620,000 บาท
พฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวนมีตั้งแต่การแจ้งขอส่วนแบ่งก่อนอนุมัติจ่ายโบนัส การที่เจ้าหน้าที่ต้องรวบรวมเงินหลังโบนัสเข้าบัญชี ไปจนถึงปี 2557 ที่มีการระบุว่า นายทรัพย์สมบูรณ์ไม่ลงนามอนุมัติเบิกจ่าย กระทั่งมีการแจ้งขอส่วนแบ่ง 140,000 บาท ก่อนเจ้าหน้าที่ผู้มีสิทธิได้รับโบนัสจะยอมรวบรวมเงินตามจำนวนดังกล่าว
ป.ป.ช.มีมติชี้มูลนายทรัพย์สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 และชี้มูลนายสมเกียรติ มหานิล ในฐานะผู้สนับสนุน พร้อมส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีตามขั้นตอน

ป.ป.ช.ฟันอดีตนายก-รองฯ ทต.เชียงกลาง ตบทรัพย์โบนัสลูกน้องนาน 4 ปีงบฯ
48 ชั่วโมง 8 คดี หลายรูปแบบ-หลายหน่วยงาน
เมื่อไล่เรียงมติทั้ง 8 เรื่อง จะเห็นว่าคดีที่ ป.ป.ช.เปิดเผยในช่วง 2 วันนี้ หรือ 48 ชั่วโมง คดีทุจริตที่ถูกชี้มูลความผิดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานและหลายพื้นที่ ตั้งแต่หน่วยงานด้านสวัสดิการครู กรมที่ดิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน ไปจนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แม้รูปแบบข้อกล่าวหาก็แตกต่างกัน ตั้งแต่ ร่ำรวยผิดปกติ 35.99 ล้านบาท, ออกโฉนดโดยมิชอบ, เข้าไปมีส่วนได้เสียในงานรับเหมา 11 โครงการ, ปลอมเช็คเบิกเงินกองทุน, เรียกรับเงินจากคู่กรณีในคดี, เรียกเงินแลกสมัครงาน และเรียกส่วนแบ่งจากโบนัสของลูกน้อง
แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือ “อำนาจหน้าที่” และ “เงิน” ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ 35.99 ล้านบาท การใช้ชื่อร้านค้า 6 แห่งเป็นคู่สัญญา 11 โครงการ แต่ผลไต่สวนระบุว่าผู้มีอำนาจเข้าไปดำเนินงานเอง การปลอมเช็กเบิกเงินกว่า 3.64 ล้านบาท การเรียกเงินแลกสมัครงาน การเรียกรับเงินในคดีจราจร หรือการเรียกแบ่งเงินโบนัสจากผู้ใต้บังคับบัญชาติดต่อกันถึง 4 ปี
เปิดผลคดี 8 เรื่องใน 48 ชั่วโมง ของ ป.ป.ช.ที่ออกมา จึงเป็นภาพตัดขวางที่ทำให้เห็นว่า ช่องทางแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนใช้งบ ระหว่างใช้อำนาจ จนถึงหลังเงินถูกเบิกจ่ายออกจากรัฐแล้ว
อย่างไรก็ตาม มติชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ผู้ถูกกล่าวหาทุกรายที่คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมยังมีสิทธิต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมายต่อไป
บทสรุปผลการต่อสู้คดีในชั้นศาลจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป




