เปิดปมใหม่ “กำลังพลผี” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลคดี 5 บิ๊กทหาร คราวนี้กรณีกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย ปี 2568 อ้างมีการบรรจุชื่อกำลังพล 20 นาย ไปปฏิบัติราชการสนามตามแนวชายแดนไทย ทั้งที่ยังทำงานอยู่หน่วยต้นสังกัดตามปกติ มีการเบิกเบี้ยเลี้ยงสนาม ก่อนให้โอนเงินกลับคืนหน่วย พร้อมส่งสลิปยืนยันในกลุ่มไลน์
ปัญหาการนำรายชื่อกำลังพลไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของทางราชการ ทั้งที่ไม่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่จริง หรือที่เรียกกันในแวดวงทหารว่า “กำลังพลผี” กำลังกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอีกครั้ง หลังปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ลักษณะดังกล่าวในหน่วยงานด้านความมั่นคงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดปัตตานี ได้เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กับพวกรวม 6 ราย
กรณีถูกกล่าวหานำรายชื่อพนักงานเทศบาลมาเสนอบรรจุเป็นกำลังพลของหน่วยงาน ประจำปีงบประมาณ 2564 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 ทั้งที่ตามผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. ไม่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่จริงตามที่กล่าวอ้าง ก่อนจัดทำเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัยเป็นเท็จ ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย 59,772 บาท
ปัจจุบันคดีนี้ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดจึงยังได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะที่นายชานนเคยยืนยันกับสำนักข่าว Next News ว่า ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่จริง และมีภาพถ่ายเป็นหลักฐานยืนยัน

ป.ป.ช.ฟัน 'พล.ร.ต.-4 นายทหาร' กอ.รมน.ภาค 4 เบิกเบี้ยเลี้ยงจ้างพนง.เท็จ
ฉบับเต็ม! ป.ป.ช.ฟัน 5 บิ๊กทหาร บรรจุกำลังพลเบิกเบี้ยเลี้ยงเท็จ 18 ฎีกา
เปิดตัวหน.สนง.ปลัดเทศฯหนองเม็ก คดี ป.ป.ช.ฟัน 5 บิ๊กทหาร ยันไปทำงานจริง
แฉวิธีการบรรจุกำลังพลผี ใส่ชื่อเอาเบี้ยเลี้ยง ป.ป.ช.ฟัน 5 บิ๊กทหาร
ล่าสุด สำนักข่าว Next News รายงานว่า นอกจากนี้ กรณี พลเรือตรี วรพล และพวกแล้ว ยังมีข้อมูลร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติการณ์ในลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกำลังพลจำนวนมากถึง 20 นาย ในปีงบประมาณ 2568 โดยมีการกล่าวอ้างว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้มีคำสั่งบรรจุกำลังพลทหารจากกองพลทหารราบที่ 15 จำนวน 20 นาย เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามในกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1–4 สังกัดกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย กำหนดระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 รวมระยะเวลา 1 ปี
ข้อมูลร้องเรียนระบุว่า กำลังพลทั้ง 20 นายไม่ได้เดินทางออกไปปฏิบัติราชการสนามตามรายชื่อที่ปรากฏ แต่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ ณ ที่ตั้งปกติของหน่วยต้นสังกัด
แต่กองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1–4 กลับดำเนินการเบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงสนามเสมือนกำลังพลเหล่านี้ได้เดินทางออกไปปฏิบัติราชการจริง
แหล่งข่าวกล่าวว่า คดีกำลังพลทั้ง 20 นาย มีข้อมูลสำคัญหลายส่วน โดยเฉพาะกระบวนการจัดการเงินเบี้ยเลี้ยงหลังจากมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของกำลังพล แต่การสอบสวนเรื่องนี้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของ ป.ป.ช. รวมไปถึงกองทัพ ดูเหมือนจะยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก
"ในข้อร้องเรียนเรื่องใหม่นี้ ระบุว่า เมื่อเงินเบี้ยเลี้ยงประจำเดือนถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของกำลังพลทั้ง 20 นายแล้ว จะมีการให้กำลังพลโอนเงินดังกล่าวกลับคืนไปยังกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1–4 ตามหน่วยที่แต่ละนายมีชื่อสังกัดอยู่ ขณะที่กำลังพลที่ดำเนินการโอนเงินแล้วต้องแจ้งหลักฐานการโอน พร้อมส่งสลิปธนาคารลงในกลุ่มไลน์ชื่อหนึ่ง และบุคคลที่ใช้ชื่อว่า นาย ช. ว่าเป็นผู้รับผิดชอบในการรวบรวมเงินจากกำลังพลผ่านบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งด้วย" แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เกี่ยวกับปัญหาข้อร้องเรียนเรื่องปม “กำลังพลผี" นั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ควรถูกมองข้าม เรื่องบทลงโทษที่จะเกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้อง หากตรวจสอบพบว่ามีคำสั่งให้กำลังพลเดินทางไปปฏิบัติราชการสนามจริง แต่กลับไม่ได้เดินทางไปตามคำสั่ง จะมีความผิดตามกฎหมายใดบ้าง
เพราะกรณีนี้ นอกเหนือจากประเด็นการเบิกจ่ายเงินงบประมาณโดยมิชอบแล้ว ยังอาจเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญาทหารและพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 ด้วย
โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 30 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขัดขืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการขัดขืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในเวลาสงคราม หรือในเขตที่อยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก โดยไม่ใช่กรณีกระทำต่อหน้าราชศัตรู อาจมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1–20 ปี
ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นในเวลาและสถานที่อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดด้วยหรือไม่?
ส่วนความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาในสายการบังคับบัญชา หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้บังคับบัญชาได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือให้จัดกำลังพลไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน แต่กลับจงใจไม่ส่งกำลังพลออกไปตามคำสั่ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็อาจต้องพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดขืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 30 หรือไม่
ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 มาตรา 5 ยังบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยทหาร เช่น การดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา รวมถึงการละทิ้งหรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ
ส่วนมาตรา 10 กำหนดโทษทางวินัยไว้ 5 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กัก ขัง และจำขัง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากพบว่ามีการไม่จัดกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่จริง ทั้งที่มีคำสั่งให้ดำเนินการ ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องถูกตรวจสอบทั้งในมิติของความผิดทางอาญาทหารและความผิดทางวินัย
แต่สิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยสำหรับกรณีนี้ คือ เงินเบี้ยเลี้ยงสนามเป็นงบประมาณที่รัฐจัดสรรเพื่อสนับสนุนผู้ปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่เสี่ยงภัย การเบิกจ่ายเงินดังกล่าวจึงต้องมีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
เพราะหากพบว่ามีการนำชื่อกำลังพลมาใช้เบิกจ่ายเงิน ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจจริง ปัญหานี้ย่อมไม่ได้จบลงเพียงคำถามว่าเงินหายไปไหน
แต่ยังเป็นคำถามใหญ่ถึงระบบการบังคับบัญชาและความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ควบคุมกำลังพลว่า เหตุใดจึงปล่อยให้ชื่อของทหารปรากฏอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการ ทั้งที่ตัวคนอาจไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง
ที่สำคัญที่สุด หากมีคำสั่งให้ทหารออกปฏิบัติภารกิจชายแดน แต่กลับไม่มีการส่งกำลังพลไปจริง ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ?
นี่คือประเด็นที่หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานตรวจสอบควรเร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้กระจ่าง
เพราะ “กำลังพลผี” หากมีอยู่จริง ไม่ได้กระทบเพียงเงินงบประมาณของแผ่นดิน แต่ยังอาจกระทบต่อความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจและความน่าเชื่อถือของระบบบังคับบัญชาทหารด้วย




