เปิดอุทาหรณ์บทเรียนข้าราชการไทย! อดีต ผอ.วิทยาลัยการอาชีพแม่สอด ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลทุจริต หลังแบ่งซื้อวัสดุห้องคอมพิวเตอร์เกือบ 2.7 แสนบาทเป็น 3 ครั้ง ก่อนถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ แต่ศาลปกครองสูงสุดชี้ แม้แบ่งซื้อผิดระเบียบจริง กลับไม่พบหลักฐานว่ามีเจตนาแสวงหาประโยชน์มิชอบ พิพากษาเพิกถอนคำสั่งไล่ออก วางบทเรียนสำคัญ “ผิดระเบียบ” กับ “ทุจริต” ต้องแยกให้ออก!
การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการเป็นเรื่องที่มีกฎหมายและระเบียบควบคุมอย่างเข้มงวด เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้เงินของแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน
เหตุผลสำคัญที่ต้องมีกฎเกณฑ์เหล่านี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเลือกซื้อสินค้า หรือว่าจ้างเอกชนตามใจชอบ จนอาจเกิดการเอื้อประโยชน์ให้คนใกล้ชิดหรือพวกพ้อง
โดยเฉพาะพฤติการณ์ที่เรียกว่า “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ซึ่งหมายถึงการแยกการซื้อหรือการจ้างที่ควรดำเนินการพร้อมกันออกเป็นหลายครั้ง เพื่อลดวงเงินให้สามารถใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างที่มีขั้นตอนน้อยกว่า หรือทำให้อำนาจอนุมัติเปลี่ยนแปลงไป
แต่คำถามสำคัญคือ หากข้าราชการคนหนึ่งแบ่งซื้อแบ่งจ้างผิดระเบียบจริง จะต้องถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และถูกไล่ออกทันทีหรือไม่?
คำตอบจากแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหนึ่ง คือ การทำผิดระเบียบกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นคนละเรื่องกัน และต้องพิจารณาพยานหลักฐานให้ครบองค์ประกอบความผิด
เป็นคดีอดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ หลังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ มาเป็นบทเรียนสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ
เพราะคดีนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้างเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. การลงโทษทางวินัยของผู้บังคับบัญชา และการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอีกด้วย
จุดเริ่มต้น! ซื้อวัสดุห้องคอมพิวเตอร์ 2.7 แสนบาท แบ่งเป็น 3 ครั้ง
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ขณะที่นาย จ. ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพแม่สอด
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2557 นาย จ. ได้อนุมัติโครงการติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบไฟฟ้าสำหรับห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ จำนวน 6 ห้อง ใช้งบประมาณบำรุงการศึกษา 269,950 บาท
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ต้องดำเนินการด้วยวิธีสอบราคา
แต่การจัดซื้อวัสดุสำหรับโครงการดังกล่าวกลับถูกแยกออกเป็น 3 ครั้ง โดยใช้วิธีตกลงราคา ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กับวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ดังนี้
ครั้งที่ 1 วันที่ 27 มกราคม 2557 วงเงิน 82,620 บาท
ครั้งที่ 2 วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 วงเงิน 98,480 บาท
ครั้งที่ 3 วันที่ 23 มิถุนายน 2557 วงเงิน 88,580 บาท
การจัดซื้อทั้ง 3 ครั้งดำเนินการจากร้านสหเอ็นจิเนียร์ริ่ง ซึ่งมีบุคคลที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนาย จ. เป็นหุ้นส่วน
นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติโครงการปรับปรุงห้องเรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมอีก 34,400 บาท และจัดซื้อวัสดุเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 จากร้านเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติม 34,400 บาท ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าเป็นการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมภายหลัง จึงไม่สามารถนำมารวมกับวงเงินที่ได้รับอนุมัติในโครงการครั้งแรกเพื่อพิจารณาเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้างได้
ส่วนโครงการแรกนั้น ศาลเห็นว่ามีการแบ่งซื้อจริง เพราะเป็นงานที่สามารถคำนวณปริมาณวัสดุและจัดซื้อพร้อมกันได้ตั้งแต่ต้น
ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต ก่อนถูกปลดและเพิ่มโทษเป็นไล่ออก
ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ชี้มูลความผิดนาย จ. ทั้งทางอาญาและทางวินัย
ในส่วนความผิดทางวินัย ป.ป.ช. เห็นว่าการแบ่งซื้อวัสดุออกเป็นหลายครั้งเป็นการหลีกเลี่ยงวิธีสอบราคา และมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้ร้านค้าที่เข้ามาเป็นคู่สัญญา
จึงชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโทษทางวินัย อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลับเห็นว่าพฤติการณ์ของนาย จ. เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ แต่ไม่ปรากฏว่าเรียกรับหรือได้รับผลประโยชน์อันมิควรได้
จึงพิจารณาลงโทษในฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งที่ 1971/2561 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ให้ปลดนาย จ. ออกจากราชการ
แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านี้
ต่อมา อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ ซึ่งทำการแทน ก.ค.ศ. เห็นว่าการลงโทษปลดออกยังไม่เหมาะสมและไม่เป็นไปตามมาตรฐานการลงโทษ
จึงให้เพิ่มโทษเป็นไล่ออกจากราชการ ตามฐานความผิดทุจริตต่อหน้าที่ที่ ป.ป.ช. ชี้มูลไว้
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจึงออกคำสั่งที่ 1277/2562 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 เพิ่มโทษนาย จ. จากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ
ความแตกต่างของโทษทั้งสองสถานนี้มีความสำคัญ เพราะผู้ถูกปลดออกกับผู้ถูกไล่ออกจากราชการมีสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องบำเหน็จบำนาญ
คดีอาญาพบผิดมาตรา 157 แต่ไม่พบหลักฐานทุจริต
อีกด้านหนึ่ง คดีนี้มีการดำเนินคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 คดีหมายเลขดำที่ อท 57/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อท 46/2562
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 6 วินิจฉัยว่า การดำเนินโครงการของนาย จ. เป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุผล แต่มีการรวบรัดขั้นตอนและฝ่าฝืนระเบียบพัสดุ
การไม่ดำเนินการตามวิธีสอบราคาทำให้หน่วยงานเสียโอกาสในการแข่งขันราคา ซึ่งอาจทำให้ได้ราคาจัดซื้อที่ต่ำกว่าวงเงินที่ตั้งไว้
ศาลจึงเห็นว่าเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่พบพยานหลักฐานว่านาย จ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นกระทำการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
จึงพิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และความผิดตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
คงลงโทษในความผิดตามมาตรา 157 เพียงบทเดียว
จุดสำคัญคือ แม้ศาลอาญาจะเห็นว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้กระทำมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเสมอไป
ศาลปกครองสูงสุดชี้ ป.ป.ช. มีอำนาจชี้มูล ผู้บังคับบัญชาไม่ต้องสอบใหม่
หลังถูกลงโทษ นาย จ. ได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยโต้แย้งว่าการลงโทษทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหน่วยงานไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นใหม่ แต่ใช้สำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. มาพิจารณาลงโทษ
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นาย จ. จึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาประเด็นแรกเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และการดำเนินการทางวินัยของผู้บังคับบัญชา
ศาลอธิบายหลักกฎหมายที่ใช้บังคับในคดีว่า อำนาจของ ป.ป.ช. ในการชี้มูลความผิดทางวินัยมีฐานสำคัญอยู่ที่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ส่วนการชี้มูลความผิดวินัยฐานอื่นต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
เมื่อ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนและชี้มูลความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ผู้บังคับบัญชาต้องถือเอารายงานการไต่สวนและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัย โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยใหม่ ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542
ในคดีนี้ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดนาย จ. ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการไว้แล้ว การที่ผู้บังคับบัญชาไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นใหม่ จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ศาลยังเห็นว่าคำสั่งปลดออกครั้งแรกมีปัญหา เพราะเป็นการลงโทษในฐานความผิดที่แตกต่างจากฐานที่ ป.ป.ช. ชี้มูลไว้ การแก้ไขคำสั่งในภายหลังให้เป็นไปตามฐานความผิดและมาตรฐานการลงโทษจึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานสามารถดำเนินการได้
แต่การที่กระบวนการออกคำสั่งเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาของคำสั่งลงโทษจะถูกต้องเสมอไป
นี่คือประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การพลิกผลคดีในศาลปกครองสูงสุด
จุดพลิกคดี! ผิดระเบียบจริง แต่หลักฐานไม่พอชี้ว่าทุจริต
ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาต่อว่า การกระทำของนาย จ. ครบองค์ประกอบความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่
ศาลวางหลักว่า ความผิดฐานนี้ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก ผู้กระทำต้องมีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติ
ประการที่สอง มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ
ประการที่สาม มีเจตนากระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ หรือประโยชน์ที่ไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมจะได้รับ
สำหรับนาย จ. ศาลเห็นว่าการแบ่งซื้อวัสดุออกเป็น 3 ครั้ง ทั้งที่สามารถจัดซื้อในคราวเดียวกันได้ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบพัสดุจริง
เพราะการแบ่งซื้อดังกล่าวทำให้วงเงินจัดซื้อแต่ละครั้งไม่เกิน 100,000 บาท และเปลี่ยนวิธีจัดซื้อจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่ระเบียบห้ามไว้
แต่เมื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทุจริตหรือไม่ ศาลกลับพบข้อเท็จจริงสำคัญหลายประการ
ประการแรก แม้ร้านสหเอ็นจิเนียร์ริ่งจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาของนาย จ. เป็นหุ้นส่วน แต่จากคำให้การของผู้รับผิดชอบโครงการ พบว่าราคาวัสดุที่จัดซื้อมีราคาใกล้เคียงกับราคาของร้านค้าทั่วไป ไม่สูงกว่าราคาท้องตลาด
ประการที่สอง โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณเฉพาะค่าวัสดุอุปกรณ์ โดยไม่ได้รวมค่าแรงติดตั้ง
การติดตั้งอุปกรณ์ใช้แรงงานนักศึกษาของวิทยาลัยในลักษณะฝึกงาน ภายใต้การควบคุมดูแลของครูทั้งสองคนที่เป็นหุ้นส่วนร้านค้า โดยไม่มีการเบิกค่าแรงควบคุมงาน
ประการที่สาม ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจัดซื้อวัสดุเกินความจำเป็น หรือวัสดุที่นำมาติดตั้งมีคุณสมบัติไม่ตรงตามสัญญา หรือไม่สามารถใช้งานได้
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลเห็นว่ายังไม่สามารถระบุได้ว่าร้านค้าได้รับประโยชน์อันมิควรได้จากการเข้ามาเป็นคู่สัญญากับวิทยาลัย
ที่สำคัญ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเชื่อมโยงให้เห็นว่านาย จ. มีเจตนาพิเศษเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
พูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ
“ซื้อของผิดวิธี เป็นเรื่องหนึ่ง แต่จะกล่าวหาว่าโกง ต้องมีหลักฐานพิสูจน์เจตนาทุจริตด้วย”
อย่างไรก็ตาม การไม่พบเจตนาทุจริตไม่ได้ทำให้การแบ่งซื้อแบ่งจ้างที่ผิดระเบียบกลายเป็นการกระทำที่ถูกต้อง หรือทำให้ผู้กระทำพ้นจากความรับผิดทางวินัยฐานอื่นโดยอัตโนมัติ
พลิกคำพิพากษา! ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งไล่ออก
จากเหตุผลดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ เป็นให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ 1277/2562 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเพิ่มโทษนาย จ. จากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง
พร้อมมีข้อสังเกตให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ตามสิทธิที่นาย จ. พึงได้รับตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
แต่คำพิพากษายังมีข้อความสำคัญอีกตอนหนึ่ง คือ
ศาลไม่ได้ตัดสิทธิผู้บังคับบัญชาที่จะดำเนินการทางวินัยนาย จ. ใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์และการกระทำความผิด
นั่นหมายความว่า การเพิกถอนคำสั่งไล่ออกไม่ได้เป็นการรับรองว่าการจัดซื้อจัดจ้างของนาย จ. ถูกต้องทุกประการ
ตรงกันข้าม ศาลยืนยันว่าการแบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นการฝ่าฝืนระเบียบจริง เพียงแต่พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะลงโทษในฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามที่ถูกชี้มูล
บทเรียนถึงผู้บังคับบัญชา ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผิดระเบียบ” กับ “ทุจริต”
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาความผิดของข้าราชการไม่อาจใช้เพียงข้อเท็จจริงว่ามีการฝ่าฝืนระเบียบแล้วสรุปว่าเป็นการทุจริตได้ทันที
เพราะความผิดแต่ละฐานมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
การแบ่งซื้อแบ่งจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่กฎหมายกำหนด อาจเป็นความผิดทางวินัย และในบางกรณีอาจเป็นความผิดทางอาญาด้วย
แต่การจะลงโทษในฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ต้องมีพยานหลักฐานพิสูจน์องค์ประกอบเรื่องเจตนาเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
การที่เอกชนหรือคนใกล้ชิดได้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ อาจเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการทุจริตโดยอัตโนมัติ
ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งเรื่องราคา คุณภาพสินค้า ความจำเป็นในการจัดซื้อ ความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้อง และหลักฐานที่แสดงถึงการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
ขณะเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาก็ต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับสำนวนการชี้มูลจาก ป.ป.ช. แล้วก็ตาม เพราะคำสั่งทางวินัยยังอาจถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาลปกครองได้
อย่างไรก็ดี บทเรียนจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้ จึงไม่ได้สอนให้ข้าราชการละเลยระเบียบราชการ แต่สอนให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายอย่างครบถ้วน
“ทำผิดระเบียบ ต้องรับผิดตามระเบียบ แต่จะลงโทษฐานทุจริต ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทุจริตจริง เพราะความยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่การลงโทษให้หนักที่สุด แต่อยู่ที่การลงโทษให้ถูกต้องตามความผิดที่พิสูจน์ได้”
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม
@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก
@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา
@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?
@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก
@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้
@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้
@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ
@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด
@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก
@ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์
@ บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต
@ บทเรียนขรก.ไทย (26) 'ยุทธการตะนาวศรี' สั่งลูกน้องทำ หน.ต้องรับผิดชอบ
@บทเรียนข้าราชการไทย (27) หักโบนัส 10% จัดงานปีใหม่ ระวังถูกไล่ออก
@บทเรียนข้าราชการไทย(28) เซ็นเช็คตามนาย เชื่อใจลูกน้อง สุดท้ายถูกไล่ออก
@บทเรียนข้าราชการไทย (29) ไล่ออก ครูร้อยเอ็ด เรียกเงินฝากเข้าทำงานรัฐ
@บทเรียนข้าราชการไทย (30) คดีพนันบอล 20 ปีตามหลอน! นายก อบต.หลุดเก้าอี้




