News Logo
หน้าแรก
เปิดแฟ้มคดีโกงโลก:กห.สหรัฐฯ ส่อทำสัญญานอมินี บ.น้ำมัน โยง CEOเอี่ยวโกง

เปิดแฟ้มคดีโกงโลก:กห.สหรัฐฯ ส่อทำสัญญานอมินี บ.น้ำมัน โยง CEOเอี่ยวโกง

2 ส.ค. 2569 06:00
ผู้ชม 11 คน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวหาในขณะที่ขึ้นบัญชีดำว่า บริษัท แซดอาร์ เอนเนอร์จี ดีเอ็มซีซี แท้จริงแล้วถูกควบคุมโดย นายเรย์มอนด์ ซินา ราห์เม (Raymond Zina Rahme) และ นายเท็ดดี้ ซินา ราห์เม (Teddy Zina Rahme) สองพี่น้องชาวเลบานอนผู้มั่งคั่ง แม้ว่าจะมี "หุ้นส่วนทางธุรกิจ" เป็นเจ้าของ ซึ่งหมายถึง นายซาอูค ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทในนาม

เปิดแฟ้มคดีโกงโลก สำนักข่าว Next News สัปดาห์นี้ ขอนำเสนอกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญกับข้อสงสัยอย่างหนักเกี่ยวกับความรอบคอบในการตรวจสอบสถานะของคู่สัญญา หลังพบว่าได้มีการซื้อเชื้อเพลิงมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับสถานกงสุลในภาคเหนือของอิรัก จากบริษัทที่ว่าจ้างช่วงบริษัทท้องถิ่น ซึ่งเป็นของชายที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็น “หุ่นเชิด” ของพี่น้องชาวเลบานอนสองคนซึ่งถูกขึ้นสหรัฐฯบัญชีดำ

รายงานข่าวสืบสวนจากสำนักข่าวโครงการรายงานข่าวเครือข่ายอาชญากรรมและการทุจริตอย่างเป็นกระบวนการ (OCCRP) ได้นำเสนอข่าวนี้ ผ่านกระบวนการรวบรวมข้อมูลจากสัญญา เอกสารทางศาล บันทึกสาธารณะ และเอกสารการยื่นจดทะเบียนบริษัท ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในการตรวจสอบสถานะผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงให้กับหน่วยงานทางการทูตที่สำคัญในประเทศที่มีความผันผวนทางการเมือง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อเดือนสิงหาคม  2565 หน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้อนุมัติสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงมูลค่า 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (90,288,000 บาท) ให้กับบริษัท โรแม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอจี (Rhomax International AG) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อจัดหาเชื้อเพลิงให้กับสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองอาร์บิล เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก

ตามเอกสารที่ยื่นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ บริษัท โรแม็กซ์ ได้ว่าจ้างบริษัท ทาฟรอนส์ จำกัด (Tavrons Ltd) ซึ่งเป็นบริษัทด้านโลจิสติกส์น้ำมันที่จดทะเบียนในไซปรัส และมี นายไอบราฮิม ซาอูค (Ibrahim Zaouk) สัญชาติเลบานอน เป็นเจ้าของและกรรมการบริหารในขณะนั้น ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงสำหรับการจัดเก็บและจัดจำหน่ายเชื้อเพลิง

เพียงแปดเดือนต่อมา ในเดือนเมษายน 2566 อีกหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐฯ คือกระทรวงการคลัง ได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัท แซดอาร์ เอนเนอร์จี ดีเอ็มซีซี (ZR Energy DMCC) ซึ่งเป็นบริษัทในดูไบที่ นายซาอูค เป็นเจ้าของตามข้อมูลบริคนสนธิ โดยอ้างว่าบริษัทมีบทบาทในคดีอื้อฉาวด้านเชื้อเพลิงในเลบานอนที่สร้างความเสียหายให้กับโรงไฟฟ้าและทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับรุนแรงขึ้น

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวหาในขณะที่ขึ้นบัญชีดำว่า บริษัท แซดอาร์ เอนเนอร์จี ดีเอ็มซีซี แท้จริงแล้วถูกควบคุมโดย นายเรย์มอนด์ ซินา ราห์เม (Raymond Zina Rahme) และ นายเท็ดดี้ ซินา ราห์เม (Teddy Zina Rahme) สองพี่น้องชาวเลบานอนผู้มั่งคั่ง แม้ว่าจะมี "หุ้นส่วนทางธุรกิจ" เป็นเจ้าของ ซึ่งหมายถึง นายซาอูค ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทในนาม จากการตรวจสอบของนักข่าวพบว่า สองพี่น้องราห์เมและนายซาอูคมีความเชื่อมโยงทางธุรกิจหลายประการ

สองพี่น้องราห์เม และบริษัทสามแห่งที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา รวมถึงบริษัท แซดอาร์ เอนเนอร์จี ดีเอ็มซีซี ถูกคว่ำบาตรจากคดีอื้อฉาวด้านเชื้อเพลิงในเลบานอน อย่างไรก็ตาม นายซาอูคไม่ถูกคว่ำบาตรจากกรณีนี้

เส้นความเชื่อมโยงถึงพี่น้องราเมห์

เส้นความเชื่อมโยงถึงพี่น้องราเมห์

ข้อโต้แย้งจากทนายความ

ประกาศการคว่ำบาตรระบุว่า สองพี่น้องราห์เมได้ใช้ "ความมั่งคั่ง อำนาจ และอิทธิพลของตนในการมีส่วนร่วมในการทุจริต" ซึ่งทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นโดยแลกกับความเดือดร้อนของประชาชนทั่วไปที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่รุนแรงและวิกฤตพลังงานอย่างหนัก

เว็บไซต์สัญญาของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าการชำระเงินให้กับบริษัท โรแม็กซ์ ยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลากว่าสองปีหลังจากการคว่ำบาตรสองพี่น้อง โดยมีกำหนดสิ้นสุดสัญญาอย่างน้อยในเดือนสิงหาคม 2568 โดยนักข่าวไม่พบการเปลี่ยนแปลงในสัญญาที่ระบุว่าบริษัท ทาฟรอนส์ เป็นผู้รับเหมาช่วงแต่อย่างด ซึ่งบ่งชี้ว่ายังคงได้รับการชำระเงินในสัญญากับบริษัทโรแม็กซ์ ในระหว่างช่วงเวลาเดียวกัน

สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อาจกำลังจ่ายเงินทางอ้อมให้กับบริษัทที่เป็นของบุคคลที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังพิจารณาว่าเป็นตัวแทนของบุคคลที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนทำให้ "การใช้กฎหมายล้มเหลวในเลบานอน" ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

นางเอมิลี่ แพตเตอร์สัน (Emily Patterson) ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ State Capture Accountability Project ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการต่อต้านการทุจริตและหลักนิติธรรม ให้ความเห็นว่า การชำระเงินดังกล่าวไม่น่าจะละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยตรง แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล

"ดูเหมือนจะไม่มีหลักฐานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ทำธุรกรรมกับนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร แต่ก็น่ากังวลที่พวกเขามีส่วนร่วมในธุรกิจกับนิติบุคคลที่ใกล้ชิดกับบุคคลที่เพิ่งถูกกำหนดขึ้นบัญชีดำ" นางแพตเตอร์สันกล่าว

ทนายความของนายซาอูคปฏิเสธว่าลูกความเขาไม่เคยเป็น "หุ่นเชิดบังหน้า" ให้กับสองพี่น้องราห์เม และกล่าวว่าไม่เข้าใจว่าเหตุใดบริษัท แซดอาร์ เอนเนอร์จี ดีเอ็มซีซี จึงถูกคว่ำบาตร

ส่วนทนายความของสองพี่น้องราห์เมเปิดเผยว่า พวกเขา "ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานในบริษัท แซดอาร์ เอนเนอร์จี" และบทบาทเดียวของพวกเขาในบริษัทคือการจัดหา "การค้ำประกันทางการเงินกับธนาคารในเลบานอน ซึ่งถูกยกเลิกไปเมื่อต้นปี  2563

 ทนายความยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตเชื้อเพลิงในเลบานอนที่เป็นสาเหตุของการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และกล่าวว่าคดีดังกล่าวได้รับการ "พิจารณาอย่างละเอียดโดยศาลเลบานอนหลายระดับ" ซึ่งพบว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวอิงจาก "คำกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและการทดสอบในห้องปฏิบัติการซึ่งถูกปลอมแปลง" โดยบุคคลที่สาม

นักข่าวยังพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางธุรกิจและบุคลากรระหว่างสองพี่น้องราห์เมและบริษัท ทาฟรอนส์ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วง แม้ว่าตามเอกสารแล้วบริษัท ทาฟรอนส์ ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับสองพี่น้องราห์เมต่อสาธารณะ และไม่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

ขณะที่หน่วยงาน Defense Logistics Agency (DLA) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ให้สัญญา ไม่ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็นของผู้สื่อข่าว

ทนายความของนายซาอูคกล่าวว่า "นายซาอูคปฏิเสธข้อกล่าวหาใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมกับสัญญานี้หรือบริการใดๆ ที่บริษัท ทาฟรอนส์ ให้บริการ"

ส่วนทนายความของสองพี่น้องราห์เมกล่าวว่า "ไม่มีความเชื่อมโยงด้านกรรมสิทธิ์ การเป็นกรรมการ หรือการบริหารระหว่างสองพี่น้องราห์เมกับบริษัท ทาฟรอนส์, โรแม็กซ์ หรือบริษัทในเครือแต่อย่างใด"

ด้านบริษัท โรแม็กซ์ ไม่ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

บริษัททาฟรอนส์

บริษัททาฟรอนส์

ความเกี่ยวข้องกับสองพี่น้องและบริษัทต่างๆ

ทางด้านของนายเจฟฟรีย์ เมเยอร์ส (Geoffrey Maurits Meyers) กรรมการบริษัทโรแม็กซ์ที่ทำหน้าที่จนถึงเดือนกรกฎาคม 2568 กล่าวว่า "บริษัท โรแม็กซ์ ได้เข้าร่วมในกระบวนการประมูลที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ได้รับสัญญาตามคุณสมบัติของตน และได้ปฏิบัติตามพันธกรณีตามสัญญาตามข้อกำหนดของสัญญา

ในเวลาต่อมา นายเมเยอร์สยืนกรานปฏิเสธความเชื่อมโยงใดๆ กับสองพี่น้องราห์เม โดยกล่าวว่าเขา "ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ" กับสองพี่น้อง

แม้จะแยกกันตามเอกสาร แต่ธุรกิจของสองพี่น้องราห์เมและบริษัท ทาฟรอนส์ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วง มีความเชื่อมโยงกันโดยมีกรรมการ พนักงาน บริษัท และผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกันหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และที่สำคัญที่สุดคือนักข่าวพบว่าสองพี่น้องราห์เมและนายซาอูคมีความเชื่อมโยงทางธุรกิจหลายประการ ได้แก่

1. บริษัทแซดอาร์ เอนเนอร์จี ถูกระบุในงบการเงินของทาฟรอนส์ ว่าเป็น "บริษัทที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งบ่งชี้ถึงการเป็นเจ้าของหรือการจัดการร่วมกัน นอกจากนี้แซดอาร์ เอนเนอร์จี  ยังได้ให้เงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยแก่ทาฟรอนส์ เป็นจำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

2.นายซาอูคและพี่น้องราเมห์ต่างมีส่วนร่วมในบริษัทนอกชายฝั่งของเลบานอนชื่อ Middle East Petroleum Services (MEP) โดยในปี 2560 นายเท็ดดี้ ราห์เม ปรากฏชื่อเป็นประธานกรรมการบริษัทแห่งนี้ ส่วนนายเรย์มอนด์ ราห์เม ปรากฏชื่ออยู่ในคณะกรรมการ ซึ่งนายซาอูคเคยกล่าวว่าเขาก่อตั้ง MEP และถือหุ้นใหญ่ (มากกว่า 99%) โดยพี่น้องราเมห์แต่ละคนได้รับหุ้นเดียวและเข้าร่วมคณะกรรมการหลังจาก "อำนวยความสะดวกด้านการเงินสำหรับธุรกิจของบริษัท MEP

3.บริษัท MEP ได้เข้าซื้อหุ้น 55% ในบริษัท โรนิน สำหรับการค้าทั่วไปและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จำกัด(Ronin Company for General Trading and Sale of Petroleum Products Ltd) ซึ่งจดทะเบียนในอิรักเคอร์ดิสถานในปี 2560 และบริษัทโรนินถูกบริษัททาฟรอนส์ ซื้อไปโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนที่ โรแม็กซ์จะได้รับสัญญากับ DLA ไม่กี่เดือน.

4.นอกจากนี้นายจอร์จ เอล ซาเนห์ (Georges El Saneh) ซึ่งเป็นผู้ติดต่อที่บริษัทโรแม็กซ์ เลือกเพื่อจัดการความสัมพันธ์กับทาฟรอนส์และ DLA มีความเชื่อมโยงกับพี่น้องราเมห์และเรื่องอื้อฉาวด้านเชื้อเพลิงในเลบานอน โดย นายซาเนห์ ถูกตั้งข้อหาในการฟ้องร้องคดีเดียวกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวด้านเชื้อเพลิงซึ่งพัวพันธุรกิจของพี่น้องราเมห์และต่อมาเป็นพื้นฐานของการคว่ำบาตรสองพี่น้องราห์เม

ข้อครหาเรื่องน้ำมันจากอิหร่าน

นอกจากนี้ OCCRP ยังได้ระบุว่าการทำสัญญากับบริษัทโรแม็กซ์ อาจทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใช้น้ำมันจากอิหร่านโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากว่า บริษัทโรแม็กซ์  ที่ได้รับสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงให้กับสถานกงสุลสหรัฐฯ ตามที่เรียนไปเบื้องต้นได้ว่าจ้างบริษัททาฟรอนส์ เป็นผู้รับเหมาช่วงสำหรับการจัดเก็บและกระจายเชื้อเพลิง

แต่ก่อนหน้านี้ บริษัทโรนินซึ่งต่อมาถูกรวมเข้ากับทาฟรอนส์ ได้เป็นผู้ค้าเชื้อเพลิงรายเดียวที่ระบุในข้อตกลงเพื่อจัดหาเชื้อเพลิงให้กับบริษัททริปเปิล แอร์โรว์ (Triple Arrow) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงในการจัดหาเชื้อเพลิงให้กับฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในสนามบินนานาชาติเออร์บิลตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2563

 แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า เชื้อเพลิงที่จัดหาโดยบริษัททริปเปิล แอร์โรว์  นั้นมาจากอิหร่าน ด้วยเหตุนี้ การทำสัญญาดังกล่าวจึงอาจส่งผลทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใช้น้ำมันซึ่งมีต้นกำเนิดจากอิหร่านโดยไม่เจตนา

ที่มา https://www.occrp.org/en/investigation/pentagon-fuel-subcontractor-owned-by-alleged-front-for-us-blacklisted-brothers

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เปิดแฟ้มคดีโกงโลก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มติวินิจฉัย 'สรณ' ถึง อนุทิน แล้ว เตรียมเสนอทูลเกล้าฯ ให้พ้น ปธ.กสทช.
มติวินิจฉัย 'สรณ' ถึง อนุทิน แล้ว เตรียมเสนอทูลเกล้าฯ ให้พ้น ปธ.กสทช.